Korea

posted on 16 Feb 2008 09:42 by pisces

หน้านี้เป็นบันทึกเรื่องราวเก้าวันในเกาหลีใต้ แต่ไม่ได้เรียงตามวันนะครับ แต่เล่าเป็นเรื่อง ๆ
เช่น อาหาร ก็จะเล่าเป็นภาพรวมอาหารที่กินมาทั้งหมด
   

ตอนที่ ๑: กรุงโซล  

อันที่จริงไปเที่ยวเมื่อตอนปลายเดือนมกราคมปี ๕๐ นี่แหละ
แต่เพิ่งว่างเลยเอามาเล่าให้ฟัง

เผอิญผมมีญาติเรียนป.โทอยู่ที่นั่น(ตอนนี้ได้ทุนต่อป.เอกแล้ว...เก่งจริง ๆ)
เขาบอกว่าเขาเรียนโทจบแล้วอีกไม่นานจะกลับเมืองไทย ถ้าอยากมาเที่ยวให้รีบมา
ผมก็เห็นว่ามันเป็นโอกาสสุดท้าย เพราะถ้าเขากลับมาชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้ไปแน่
ผมกับน้องสาวแล้วก็ญาติอีกสองคนก็เลยโดดงาน โดดเรียนไปกันหนึ่งสัปดาห์
(๙ วัน รวมเสาร์อาทิตย์สี่วัน วันทำงานอีกห้าวัน)

ในการทัวร์ครั้งนี้ได้รับการอนุเคราะห์จากคนมากมาย จนญาติผมตั้งชื่อทัวร์คณะเราว่า
เอนจอนาถทัวร์ แล้วทุกท่านจะได้เห็นว่าเราน่าอนาถขนาดไหน
ตอนนั้นไปถึงอากาศติดลบ มีอยู่คืนหนึ่งเขาว่าถึงลบสิบ แต่ไม่ค่อยเชื่อเท่าไร
เทอโมมิเตอร์ในบ้านพักจะแค่ลบแปด อย่างไรก็ตามมันหนาวมากสำหรับคนเมืองร้อนอย่างผม
แม้จะหอบเสื้อกันหนาวหนา ๆ ไปใส่ก็ช่วยได้แค่ท่อนบนท่อนล่างมีแค่กางเกงในกับยีนส์หนึ่งตัว
น้องสาวผมต้องเสื้อไอ้กางเกงยืดที่เรียกว่า "แลกกิ้ง" ใส่แต่ผมไม่ได้ซื้อ
เพราะเห็นว่าอยู่แค่ไม่กี่วัน เลยทนไป แต่เที่ยวกันจนถึงสี่ห้าทุ่มทุกคืน
ตอนรอรถเมล์กลางคืนก็ต้องเต้นไปเต้นมา มันหนาวมากกกก
ผมแอบเห็นคนเกาหลีเต้นเหมือนกัน ^ ^

วันนี้จะพูดถึงโซลก่อน เพราะเก้าวันแปดคืน นอนที่โซลซะเจ็ดคืนเข้าไปแล้ว
เนื่องจากได้ที่พักฟรีในโซลเราเลยพยายามกลับมาพักที่นี่จะได้ไม่เสียเงินมาก
หนึ่งคืนนอกโซลไปค้างที่พูซานซึ่งจะค่อย ๆ เล่าต่อไป

สถานที่แรกในโซลที่อยากพูดถึงคือ Myeong-dong หรือ มยองดง
ย่านวัยรุ่นของโซล ประหนึ่งสยามบ้านเรา วัยรุ่นเดินกันพลุกพล่าน

 

 

 

 

 

 

 

 

สิ่งที่สะดุดตาผมที่สุดที่มยองดงก็คือ สาวน้อยคนนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพส่วนใหญ่จะเป็นภาพจากล้องญาติผมนะครับเพราะผมเอากล้องแมนนวลขี้เกียจสแกนมาลง ลงแค่บางภาพ ภาพขาวดำจากล้องผม (บังเอิญฟิล์มขาวดำค้างกล้องอยู่)

แม่สาวน้อยคนนี้ยืนรอให้คนมากอดอยู่ครับ แล้วก็มีคนเข้าไปกอดหลายคนเสียด้วย เห็นเขาว่าเป็นกิจกรรมรณรงค์อะไรสักอย่าง แต่ผมเห็นว่ามันเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ของวัยรุ่นมากกว่า ตอนอยู่โซลผมไปที่มยองดงสามหรือสี่วันนี่แหละ แต่ไม่เห็นผู้ชายหรือคนสูงอายุมายืนขอกอดเลย มีแต่เด็กผู้หญิง

มีอยู่วันหนึ่งเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักมายืนชูป้ายแบบนี้ ผมเห็นเด็กวัยรุ่นชายกลุ่มใหญ่ยืนผลักกันทำนองว่า "มึงก่อนเด่ะ" แล้วในที่สุดพวกมันก็เข้าไปกอดสาวน้อยกันสามสี่คนได้ อย่างแม่หนูในรูปนี่หน้าตาจัดว่าธรรมดา เลยมีแต่ผู้หญิงเข้าไปกอด

ผมคิดว่ามันก็เป็นกิจกรรมที่เข้าท่าดีนะถ้าแค่กอดไม่ได้ไปล่วงเกินเขา เพราะประเทศมันหนาวกอดกันหน่อยก็ดี อย่าได้คิดอุตริมาจัดเมืองไทยก็แล้วกัน ร้อนขนาดนี้จะกอดกันไปทำไม

อีกที่หนึ่งในโซลคือวังเคียงบกกุง (ออกเสียงผิดต้องขออภัยนะครับ) รูปที่อยากให้ดูคือไม่ใช่วังแต่เป็นรูปพี่ชายคนนี้

ทหารยามหน้าวัง ยืนตัวแข็งทื่อน่าสงสาร หนาวก็หนาว ตอนผมเข้าไปถ่ายรูปใกล้ ๆ แอบได้ยินพี่แกซี้ดจมูกเสียงดัง น้ำมูกคงไหลย้อยเลยล่ะ ผมเองก็ต้องพกกระดาษทิชชู่ ไว้ในกระเป๋าโค้ตตลอดเวลา หนาว ๆ แล้วมันพาลจะไหลเรื่อยเลย น่าสงสารมาก ๆ อันที่จริงโชว์การเปลี่ยนเวรทหารยามเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวตั้งตารอดู โชคร้ายที่พวกผมพลาด แต่ได้ไปดูของอีกวังหนึ่งแทน

ต่อไปคือโซลทาวเวอร์

มันเป็นหอคอยที่สร้างอยู่บนเขา ต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปข้างบนก่อน แต่ผมไม่ได้ขึ้นยอดตึกหรอกครับค่าเข้ามันแพง ได้ถ่ายรูปมาก็ดีแล้ว ไฟที่ส่องอาคารจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ญาติผมถ่ายมาครบเกือบทุกสี นับถือความพยายามจริง ๆ --"

ต่อไปเป็นสถานที่ ๆ สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่ท่องเที่ยว คูเมือง ชองเกชอน

เทศบาลเขาสร้างคูกลางเมืองเลยครับกะให้เป็นที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ อย่างที่เห็นในภาพว่ามีคนมาเดินเล่นกันมากมาย ทั้งหนาว ๆ นั่นแหละ -*-

จริง ๆ แล้วในโซลที่สถานที่เที่ยวอีกเยอะนะครับ อย่างวังอื่นหมู่บ้าน Folk Villageแต่ผมขอเล่าที่ผมประทับใจเพียงเท่านี้

ปล. ขออภัยถ้าขอมูลผิดพลาด เพราะว่าผมความจำสั้น รายละเอียดการท่องเที่ยวน้องสาวผมจดไว้ในบันทึกของมัน ชื่อสถานที่อย่าง ชื่อวังนี่ผมจำได้แค่ เคียงบกกุง ชางดอกกุง แถมยังไม่รู้ว่าออกเสียงถูกรึเปล่าด้วยซ้ำ แล้วก็ตลาด นำแดมุน กับทงแดมุน อันนึงเป็นตลาดผ้าอีกอันเป็นตลาดขายของที่ระลึก

___________________________________________________

 

ตอนที่่ ๒: พูซานและคยองจู 

วันนี้จะมาพูดถึงนอกโซลกันบ้าง อย่างที่บอกตอนที่แล้วเอนจอนาถทัวร์ของเราได้รับความอนุเคราะห์ที่พักฟรีที่โซลดังนั้นเราจึงมาค้างที่พูซานคืนเดียวแต่ได้เที่ยวสองเมือง คือไปถึงพูซานปุ๊บเก็บของแล้วเที่ยวเลย ค้างคืนนึงแล้วไปเมืองคยองจูที่อยู่ใกล้ ๆ เที่ยวที่นั่นจนเย็นแล้วนั่งรถกลับถึงโซลดึก ๆ แล้วก็เข้าที่พักฟรี ถือเป็นการวางแผนเที่ยวที่ประสบความสำเร็จประหยัดค่าที่พักที่คยองจูไปได้หนึ่งคืน

พูซานเป็นเมืองท่าติดทะเล อยู่ทางตอนใต้อากาศอุ่นกว่าที่โซล ที่แรกที่เรามุ่งหน้าไปคือ ชายหาดซึ่งสามารถมองเห็นสะพานแขวน ควังอันลี

(ภาพชุดพูซานกับคยองจูนี่มาจากล้องผมซึ่งเป็นฟิล์มนะครับ สแกนมาลง)

สะพานนี้ถือเป็นแลนด์มาร์คของเขาเลย

อีกที่ที่ไปคือเอเปคเฮาส์ จำกันได้มั้ยครับเมื่อปี ๒๐๐๕ มีประชุมเอเปคที่พูซานที่ทักกี้ของเราไปเสนอหน้าน่ะครับ ที่นี่แหละครับ

(ดัดจริตถ่ายเป็นซิลลูเอตซะงั้น) คงพอเห็นเค้าโครงของบ้านนะครับ

ที่นี่เอน็จอนาถทัวร์ของเราได้ไกด์จำเป็นชาวเกาหลีมาหนึ่งคน เพราะญาติผมอยู่แต่ในโซลไม่ค่อยได้มาต่างจังหวัด เป็นตี๋หนุ่มนักเรียนนอก อายุเท่าน้องสาวผมเลย เขาพาเราเดินชมเอเปคเฮ้าส์และสวนบริเวณนั้น ทั้งที่ตอนแรกเจอกันเราแค่ถามทางเขาเท่านั้นเอง พอรู้ว่าเราเป็นคนไทย เขาพูดว่า "สวัสดีครับ" เลย พวกเราก็กรี๊ดกร๊าดเกรียวกราว เขาเคยไปเมืองไทยครับ มีเพื่อนคนไทยและชอบผัดไท (ไม่เข้าใจทำไมชาวต่างชาติชอบกันจัง)

ในเอเปคเฮ้าส์ผมเห็นโต๊ะประชุมและรูปผู้เข้าร่วม พอเห็นหน้าทักกี้ ผมก็บอกว่าอยากเอาปากกาเขียนหน้ามัน ญาติผมแปลเป็นภาษาเกาหลี เขาหัวเราะก๊ากทีเดียว (คงจะได้ยินข่าวคราวอยู่บ้าง) เขาเรียนที่ออสเตรเลีย แต่เราแทบไม่ได้คุยภาษาอังกฤษกันเลย เพราะเขาอายสำเนียงตัวเอง จะบอกว่าภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีปะทะกับอังกฤษสำเนียงไทยนี่คุยกันไม่รู้เรื่องครับ เขาเลยคุยแต่กับญาติผมที่พูดเกาหลีได้

เขาพาเราเที่ยวจนเย็น(ไม่รู้ติดใจญาติพี่น้องของผมคนไหนรึเปล่า) แล้วขอร่วมโต๊ะอาหารเย็นด้วย(ทำเอาเรางงมาก ขอกันซื่อ ๆ เลยเหรอ)ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องเลี้ยงเขาเพราะเขาพาเที่ยว เลยได้ไปกินหมูย่างเกาหลี (อันนี้ขออุบไว้เล่าต่อในภาคอาหาร)

หมดวันเป็นอันว่าวันนี้เอน็จอนาถทัวร์เสียดุลงบประมาณให้แก่ตี๋หนุ่ม อันที่จริงคืนนั้นเราได้ไปคาราโอเกะ (โนเรบัง) กันซึ่งเก็บไว้เล่าอีกภาคหนึ่ง (แหมเรื่องเยอะมากมาย)

ตอนเช้าเราตื่นมาขนสัมภาระ(เสื้อผ้าเพราะต้องมาค้างนอกสถานที่) ขึ้นรถไปเมืองคยองจูที่อยู่ใกล้ ๆ กันเป็นเมืองมรดกโลก เขายังอนุรักษ์บ้านเรือนแบบกระเบื้องมุงหลังคาทรงจีน ๆ ไว้อยู่ ที่นั่นมีวัดพุทธเก่าแก่ (คนเกาหลีส่วนใหญ่เป็นคริสต์ วัดพุทธเลยเหลือน้อย เดี๋ยวเก็บไว้เล่าภาคศาสนา จำด้วยนะเผื่อลืมเล่า) วัดหนึ่งอยู่บนเขามีพระพุทธรูปที่ได้ชื่อว่างามที่สุดในเกาหลี

นี่ทางขึ้นเขามีโคมกระดาษสี ๆ แขวนตลอดทางเลย ส่วนพระพุทธรูปองค์งามอยู่ในตู้ห้ามถ่ายภาพ แต่ผมซื้อโปสการ์ดไว้เป็นที่ระลึกแล้ว

ที่นี่เอน็จอนาถทัวร์ก็ได้แผลงฤทธิ์อีก เนื่องจากต้องเดินขึ้นเขาไกลพอควร เราหอบสัมภาระมาด้วยเพราะกะเที่ยวเสร็จกลับโซลเลย(งกค่าที่พัก) เราก็เลยฝากเสื้อผ้าเราไว้กับน้า ๆ ลุง ๆ ยามหน้าทางเข้า เขาก็รับฝากให้ ใจดีมาก ๆ เราเลยเดินตัวปลิวขึ้นไปเที่ยวสบายใจ

อีกที่คือวัดนี้ (แน่ะโชว์สมองเสื่อมจำชื่อไม่ได้อีกล่ะ) เราก็ฝากสัมภาระไว้ทีศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวอีก จนเขาต้องโทรตาม เพราะหายหัวกันไปนานมาก อยู่จนเขาเกือบจะปิดวัดเลย

หลายคนอาจจะคุ้นภาพนี้เพราะถ่ายมุมเดียวกับที่เขาชอบถ่ายโปสการ์ด ผมซื้อโปสการ์ดมามุมเดียวกันเลย แต่ของเขาเป็นฤดูใบไม่ร่วง ฉากหลังสีแดงสวยเชียว พวกเราตั้งขาตั้งกล้องถ่ายมุมนี้กับเกือบครึ่งชั่วโมงได้มั้ง เพราะมีคนเกะกะเยอะ ในกล้องดิจิตอลเวลาเลื่อนภาพดูแล้วขำมาก เพราะเหมือนดูภาพเคลื่อนไหวเลย ฉากเดียวแต่คนเปลี่ยนท่าไปทีละนิด ๆ

นี่เป็นทวารบาลหน้าวัด

แถมรูปเมืองพูซานอีกมุมหนึ่ง เป็นแหลมยื่นไปในทะเล บ้านเรือนอยู่บนเนินสลับซับซ้อน

เมืองพูซานเมื่อแรกเห็น ถ่ายจากสถานีรถไฟ

จบแล้วคราวหน้ามาต่อกันด้วยเรื่องอาหาร ชอบมาก ๆ หัวข้อนี้ ^ ^

___________________________________________________

 

ตอนที่ ๓: อาหารข้างทาง 

วันนี้ผมขอเสนอเมนูต่าง ๆ ที่ได้ไปชิมมาที่เกาหลี โดยจะแบ่งเป็นอาหารข้างทางกับอาหารในร้าน

เริ่มที่อาหารข้างทางก่อน

นี่คือซอฟครีมธรรมดา

ที่พิเศษก็คือมันสูงมากจนน่าทึ่ง จะทำได้ขนาดนี้เฉพาะหน้าหนาวเท่านั้น เพราะมันไม่ละลาย รสชาติก็เหมือนซอฟครีมทั่วไป แต่เห็นขนาดแล้วทึ่งมากกกก (ทั้งที่มันเป็นแค่ซอฟครีมธรรมดา แต่ความหนาวเย็นก็ทำให้มันไม่ธรรมดาซะงั้น)

ต่อไปเป็นขนมน้ำตาลไหม้ (จำชื่อไม่ได้ - -") หน้าตาเป็นแบบนี้

ส่วนนี่คือวิธีทำ

เอาน้ำตาลใส่กระชอนไปอังไฟให้ละลายมีกลิ่นหอมไหม้ ๆ ใส่ไม้ด้ามถือแล้วก็เอาพิมพ์กดเพื่อให้เกิดลาย พอมันแข็งก็เสร็จ บิกินกันร้อน ๆ (มันมีลักษณะแข็ง ๆ กรอบ ๆ หล่นก็แตก)แต่ขอบอกว่า ไม่อร่อยอ่ะ มันขม ๆ หวาน (ก็น้ำตาลไหม้อ่ะนะ)

อันต่อไปอหร่อยมากครับมันคือ "โฮตอก" (อันนี้จำชื่อได้)

 

เป็นแป้งทอดกลม ๆ ใส้ถั่วแดง ผิวด้านนอกกรอบ ๆ แต่แป้งข้างในเหนียวนุ่ม ถั่วแดงกวนไหลเยิ้ม กินกันมือเลอะเลย อร่อยมากกกกกกกกก

นี่เป็นรูปสุดท้ายของร้านข้างทาง เป็นของทอดเสียบไม้ แบบว่ายืนกินกันหน้าร้านกันน้ำจิ้มหก ไม่มีถุงพลาสติกให้ใส่แบบเมืองไทย ผมได้ชิมไก่ทอดขนาดไม้ยาวกว่าไม้บรรทัดอีก ก็อร่อยใช้ได้

ในขบวนการของทอดเสียบไม้ดูเหมือนลูกชิ้นปลาพันสาหร่ายทอดเสียบไม้จะอร่อยสุด ที่แย่ที่สุดน่าจะเป็น "ตอก" คลุกซอสเผ็ด ("ตอก" ออกเสียงสั้นนะครับโฮตอกก็อ่านแบบเดียวกันไม่ได้ออกเหมือน "ตอกตะปู" ...แน่ะพอจำชื่อได้ล่ะเอาใหญ่เชียว)ตอกคือแป้งปั้นเป็นชิ้น ๆ จืดสนิทเหมือนเคี้ยวยางเลยครับ ผมไม่ได้ชิมตอกคลุกซอสหรอกนะครับ แต่ได้กินที่อยู่ในหม้อไฟ คือมันแย่มาก ๆ -*-จนไม่อยากชิมเมนูตอกอีกเลย

ที่เอามาให้ดูทั้งหมดนี่อยู่ในย่านมยองดง

น่าเสียดายร้านข้างทางอีกร้านที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วยคือ ร้านโอเด้ง โอ้เด้งของเกาหลีไม่เหมือนญี่ปุ่นนะครับ ญี่ปุ่นมีเครื่องมากมาย แต่เกาหลีมีลูกชิ้นปลาแบน ๆ เสียบไม้ยาว ๆ ต้มแช่ไว้ในน้ำซุป ผมได้กินสองร้าน ร้านแรกก็ในมยองดงนี่แหละ มีน้ำซุปสองแบบ แบบธรรมดากับแบบเผ็ด แบบเผ็ดอร่อยมากกกกก เขาจะตักน้ำซุปใส่ถ้วยกระดาษให้ เติมได้เรื่อย ๆ ด้วยนะครับ แต่ตัวโอเด้งนี่คิดกันเป็นไม้ ลองนึกดูว่าได้ดื่มซุปร้อน ๆ ในอากาศติดลบ มันสุขแค่ไหน ลิ้นผมเลยสุกไปด้วยเลย (-*-) อีกร้านอยู่ที่อิเทวอน ซึ่งใกล้กับบ้านพัก คืนนั้นกลับดึกและหิว ก็เลยแวะกินโอเด้งรถเข็น มีพนักงานบริษัทสองคนยืนโซ้ยกันอยู่ก่อนแล้ว ร้านนี้มีแต่ซุปรสธรรมดาครับ แต่ลุงเจ้าของร้านขายโทสต์ขนมปังใส่ไข่ด้วย ก็อร่อยดีเหมือนกัน

จริง ๆ อยากลองแวะร้านที่เป็นเต๊นท์กางข้างทาง แต่ญาติผมไม่แนะนำก็เลยอด

คราวต่อไปมาลุยอาหารในร้านกัน ข้อมูลไม่ค่อยปึ้ก แต่อยากเล่าอ่ะ ^^

___________________________________________________

 

ตอนที่ ๔: อาหารในร้าน

เราจะมาเริ่มกันที่หมูย่างเกาหลีก่อน ซึ่งผมได้ไปมาสองร้านร้านแรกที่พูซาน ที่เราต้องเลี้ยงตี๋หนุ่มไกด์จำเป็นของเรา (เชิญย้อนกลับไปอ่านใน ตอน พูซานและคยองจูนะครับ)

จากภาพนะครับทางซ้ายมือเป็นเตาเนื้อหมูราคาแพง ส่วนเนื้อติดมันเยอะ ๆ นั่นของถูก สังเกตว่าต้องย่างแยกกันนะครับ ตาแกรงย่างสองฝั่งฝั่งซ้ายเป็นตาแกรงซี่ ๆ ตรงกลางนูนสูงขึ้นหน่อย ส่วนทางขวาเป็นตาแกรงแบบตารางเรียบ ๆ แบน ๆ พนักงานบอกให้เราแยกกันย่างครับ มันคงมีผลต่อรสชาติล่ะมั้ง พิธีการเยอะจริง -*-

มื้อนี้ผมไม่ปลื้มครับ เพราะว่าผมไม่กินหมู เขาก็เลยสั่งหมี่เย็น(ในชามสแตนเลส) รสชาติเปรี้ยว ๆ ชืด ๆ ไม่อร่อยเลย ดีว่ามีพวกสลัดมันบด สลัดผัก กิมจิ และเครื่องเคียงอื่น ๆ ไม่งั้นผมคงไม่อิ่ม เครื่องเคียงทุกอย่างเติมได้เรื่อย ๆ นะครับ เป็นแบบนี้ทุกร้านด้วย

กิมจิที่พูซานรสจัดกว่าที่โซล เขาว่าอาหารคนใต้รสจัดน่ะครับ เหมือนเมืองไทยเลย

ร้านหมูย่างร้านที่สองอยู่ในมยองดง ผมเคยบอกไว้ว่ามาเที่ยวคราวนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากคนมากมาย อาหารมื้อนี้ก็เป็นมื้อหนึ่งที่มีคนเลี้ยงครับ อาจารย์ของญาติผมเอง

มื้อนี้แบ่งเป็นสองเตาอีกแล้ว แต่เป็นเตาเนื้อกับเตาหมู เพราะผมไม่กินหมู แต่ญาติผมไม่กินเนื้อ อาจารย์แกก็ใจดี สั่งมาทั้งสองอย่างเลย (ในใจคงนึกด่าว่าไอ้เด็กพวกนี้มันเรื่องมากจริง) ผมก็เลยนั่งหน้าเตาเนื้อเลยครับ เนื้อย่างเกาหลีไม่ได้ย่างแบบหมู ให้หม้อตื้น ๆ มามีเนื้อดิบ เห็ดเข็มทอง ผัก อยู่ในน้ำขลุกขลิก มาตั้งไฟรอจนมันสุกก็กินได้อร่อยมากครับขอบอกเนื้อนุ่มมาก ๆ เลย ในภาพนอกจากหม้อเนื้อแล้ว สีขาว ๆ นั่นเป็นบุก กระเทียมสด สลัดผัก แล้วก็กิมจิ ผักเขียวนั่นจำไม่ได้แล้วว่าเป็นอะไร

อีกเตานึงเป็นหมูอย่างครับ หมูดิบชิ้นเบ้งน่ากลัวมาก ที่นี่ย่างบนกระทะ แล้วยังมีวิธีกินพิเศษโดยห่อกับผักกินอีกด้วย มื้อนี้ต้องขอบพระคุณอาจารย์ด้วยนะครับ ^^ เพราะนอกจากอาจารย์จะเลี้ยงของคาวแล้วอาจารย์ยังพาไปเลี้ยงเค้กกับเบียร์ต่ออีกต่างหาก (เราซื้อเค้กเข้าไปกินในบาร์ ผมไม่กินเบียร์เลยไปนั่งดูบรรยายกาศเฉย ๆ)

เฮ้อ จบเรื่องหมู มาเข้าเมนูอื่นกันบ้างเริ่มจาก หม้อไฟทหาร (จำชื่อเกาหลีไม่ได้)

จะให้เรียกว่าหม้อไฟจับฉ่ายก็ได้นะ เพราะมันเป็นอาหารสมัยสงครามมีอะไรทหารก็จับใส่ ๆ ก็เลยเป็นเมนูนี้ ในหม้อนั่นมีผัก ไส้กรอก มาม่า(เส้นมาม่าเกาหลีอร่อยมาก) แล้วก็ตอก (แป้งปั้นเป็นชิ้น ๆ จืด) ผมได้ชิมตอกครั้งแรกจากเมนูนี้ ซึ่งไม่ประทับใจเลย แต่ภาพรวมหม้อไฟนี้ก็อหร่อยนะครับ ผ่าน ๆ ร้านนี้มีกิมจิแตงกวาด้วย ก่อนมาเกาหลี ผมนึกว่ามีแต่ผักกาดอย่างเดียว แต่จริง ๆ มีทั้งแตงกวาทั้งไชเท้า แต่ชิมดูแล้ว กลับไปกินผักกาดเหมือนเดิมดีกว่า ^^' เมนูนี้แม้จะมีเส้นมาม่าแล้วเขาก็ยังกินกับข้าวอยู่ดีนะครับ

มันดู (เกี๊ยวเกาหลี) อันนี้เป็นสูตรของเกาหลีเหนือ เห็นอาจารย์(อีกคน)ของญาติผมซึ่งเป็นคนเลี้ยงมื้อนี้เล่าให้ฟังว่า เจ้าของร้านหนีมาจากเกาหลีเหนือ แล้วก็มาขายมันดูที่นี่ร้านขายดีเชียวล่ะ ที่เห็นในภาพก็มีแบบเกี๊ยวน้ำ กับเกี๊ยวลวก น้ำซุปโรยไข่เจียวฝอย และยังคงกินกับข้าวเช่นเคย อ่อรู้สึกที่นี่จะมีกิมจิสดด้วยนะครับ ผักที่ลอยอยู่ในน้ำใส ๆ รสชาติมันชืด ๆ ยังไงบอกไม่ถูกเอาเป็นว่ากิมจิสีแดง ๆ อร่อยกว่า

มื้อนี้ก็ต้องขอขอบคุณอาจารย์(อีกท่านด้วยนะครับ) ไม่มีท่าน ๆ พวกผมคงไม่ได้กินอะไรดี ๆ ขนาดนี้

 

ชักยาวแล้ว รีบ ๆ จบดีกว่า เมนูต่อไปคือ ปลาแดดเดียวทอด

ในนี้ก็มีปลาแดดเดียวทอด ซุปเต้าหู้ กับซุปกิมจิ ปลาหมึกผัดเผ็ด และเครื่องเคียงอื่น ๆเครื่องเคียงแต่ละร้านจะไม่เหมือนกันนะครับ อย่างที่นี้มีโอเด้งด้วย

ต่อไปเป็นร้านแฟรนชาย และเป็นร้านอาหารหลักของเรา คิมปับนารา (ชื่อร้าน) มีแฟรนชายทั่วเกาหลี อาหารถูกทั้งราคาและถูกใจผม

อาหารมีมาม่า ข้าวห่อสาหร่าย ซุปเต้าหู้ ข้าวราดปลาหมึกผัดพริกแกง แล้วที่สำคัญที่ทำให้ผมชอบคัมปับนาราก็คือ ทุกแฟรนชายจะมีเครื่องเคียงไชเท้าหวานครับ สีเหลือง ๆ ในถาดหลุมสีขาว นั่นแหละที่ผมว่าอร่อยที่สุด เหมือนกินพวกมะม่วงแช่อิ่มเลย ชอบมาก ๆ ร้านในภาพนี่เป็นสาขาที่เมืองคยองจู อยู่ใกล้ ๆ ท่ารถประจำทาง คิมปับนารายังมีเมนูอย่างบีบิมบับ ซึ่งเป็นข้าวยำของเกาหลี ตอกไข่สด ๆ ลงไปในข้าวด้วย รสชาติไม่แย่อย่างที่คิดเพราะข้าวกับชามที่เป็นดินเผาร้อนมากจนไข่สุกเลย

แถมรูปคุณป้าร้านคิมปับนาราที่คยองจู

กับรูปข้าวห่อสาหร่ายกับเครื่องเคียง

ข้าวห่อสาหร่ายมีไส้ชีสกับทูน่า เครื่องเคียงร้านนี้มีกิมจิผักกาด กิมจิไชเท้า โอเด้งและไชเท้าดอง มีแค่สองอย่างหลังกับข้าวสวย ผมก็อยู่ได้แล้วครับ ^^

เมนูนี้ญาติผมแนะนำและผมเชื่อว่าต้องถูกปากคนไทยหลาย ๆ คน เรียกว่า จิมตัก ผมขอเรียกเป็นไทยว่า ไก่ตุ๋นพริกไทยก็แล้วกัน เป็นอาหารรสจัดมาก มีเนื้อไก่ มันฝรั่ง แครอท พริก แล้วก็วุ้นเส้นอย่างหนาและเหนียว (บางทีเคี้ยวไม่ขาดเลยต้องกลืนเข้าไปเลย - -" ) ธรรมเนียมแปลก ๆ ของการกินจิมตักก็คือเมื่อกินเนื้อไก่และผักจนหมดแล้ว เขาจะเรียกบ๋อยมาแล้วให้เอาข้าวสวยลงไปคลุกกับน้ำแกงที่เหลือ ไม่ทำเองนะต้องใช้บ๋อย แล้ววันนั้นลูกค้าเต็มร้านแต่มีน้องบ๋อยอยู่คนเดียว เธอก็ต้องวิ่งเสิร์ฟโต๊ะโน้นที คลุกข้าวให้โต๊ะนี้ที (เป็นธรรมเนียมแปลก ๆ เหมือนคลุกข้าวให้หมาแมวกินชอบกล -*-)อันโต๊ะเรานั้นโซ้ยข้าวหมดไม่เหลือให้คลุก ถึงอยากจะคลุกคงไม่ให้เขาทำ ทำเองดีกว่า

เอาล่ะอย่างสุดท้ายและอลังการที่สุด อาหาร Traditional ของเกาหลี ผมเรียกว่าอาหารสำรับทองเหลือง เหมือนที่เห็นในแดจังกึม อาหารชาววังว่างั้น

ที่เห็นในภาพอาหารยังมาไม่ครบนะครับ ตอนครบนี่ ถ้วยน้ำผมต้องระเห็จไปอยู่ใต้โต๊ะ ส่วนบนโต๊ถ้วยชามแทบจะเกยกัน กินไปกินมาอร่อยอยู่อย่างเดียวเพราะมันเป็นปลาราดพริกรสชาติอาจจะไม่เหมือนกันซะทีเดียว แต่ก็ปลาราดพริกนั่นแหละ ของคุ้นปาก อีกอย่างที่จำได้คือ rice cake เค้กข้าวครับ จืดสนิทเลย -*-

อาหารสำรับทองเหลืองคิดเป็นหัวนะครับ ดูจะแพงมากเหมือนกัน แต่ไม่รู้ราคาเพราะมีคนเลี้ยงอีกแล้ว - -" คือญาติผมที่มาจากเมืองไทยด้วยกันคนนึง มันโคงานกับบริษัทสาขาเกาหลีอยู่ พอเขารู้ว่ามันมาเที่ยวเขาก็เลยเชิญไปพบและเลี้ยงข้าว ผมก็เลยได้อานิสงส์ไปด้วย ไม่งั้นคงไม่ได้กินหรอกครับ เพราะมันแพง เอนจอนาถทัวร์ไม่มีปัญญาจ่ายเองแน่นอน

จบซะที คราวหน้ามาต่อของหวานกันเถอะ

___________________________________________________

 

ตอนที่ ๕: ของหวาน

อันที่จริงของหวานที่ไปกินมามีอยู่ร้านเดียว แถมยังไม่ใช่อาหารเกาหลีเลยด้วย เป็นแค่ร้านขายไอศครีม หวานเย็น และน้ำปั่น แต่ที่ติดใจก็คือ ร้านเขาน่ารักดีเลยอยากให้ดูรูปร้านกัน

ร้านนี้เป็นร้านที่ตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคารเพราะทางร้านจะผูกชิงช้าให้นั่งชมวิวริมหน้าต่างร้าน เราก็เลยเรียกว่า ร้านชิงช้า

คู่รักเกาหลีนั่งสวีทกันริมบนชิงช้า ตอนนั้นยังเช้าอยู่เลยมีแค่คู่รักเกาหลีกับเอนจอนาถทัวร์ ซึ่งกำลังโพสต์ท่าถ่ายรูปไปทั่วร้าน

เก้าอี้โยกปูเบาะนุ่ม ๆ นั่งสบายมาก ๆ

ร้านที่ไปนี่เป็นสาขาหน้ามหา’ลัยฮันยาง จริง ๆ ที่มยองดงมีร้านใหญ่กว่านี่แต่คนเยอะมาก ไม่มีที่นั่งเลย ก็เลยหลบมากินที่นี่แทน ขนาดหนาว ๆ เขาก็กินน้ำแข็งไสกันนะครับ (ก็ในร้านมันอุ่น)

นี่เป็นเมนูที่สั่งมากินกัน

มีเซอร์วิสขนมปังกินกับครีมสดด้วยครับ ขอเพิ่มได้ด้วย เราก็ขอสิครับมีรึจะพลาด

เมนูก็ธรรมดานะครับไอศครีมน้ำแข็งไส แต่ร้านน่ารักมาก ร้านแบบนี้ไปเปิดที่สยามคงขายดี

อีกร้านที่จะพูดถึงไม่ใช่แบรนด์เกาหลี แต่เป็นแบรนด์ดังของอเมริกา Krispy Kreme ร้านโดนัทนั่นเอง ผมเคยได้ยินชื่อคริสปี้ครีมในรายการทีวีจัดสิบอันดับของขนมหวานที่เป็นที่นิยมที่สุดในอเมริกา คริสปี้ครีมติดหนึ่งในสิบด้วย

ภาพภายในร้านสาขามยองดงนะครับ

ที่ต้องเอามาลงเพราะถือว่าเป็นร้านผู้มีอุปการะคุณกับเอนจอนาถทัวร์อยู่กลาย ๆ เนื่องจากร้านนี้เขามีช่วงเวลาแจกโดนัทฟรีครับ เอนจอนาถทัวร์ไปมยองดงบ่อยๆไปทีไรเป็นเวลาแจกฟรีทุกที เราก็ต้องเข้าไปต่อแถวกินฟรีทุกทีเลย มีคนต่อแถวยาวออกไปนอกร้านทุกครั้งเลย จริง ๆ มันเป็นนโยบายการขายของเขานะครับคือรับโดนัทฟรีแล้วซื้อกาแฟกิน แต่น้อยคนนักที่จะซื้อ รับฟรีแล้วก็เผ่นหนีไป -*- เขาจะแจกเฉพาะโดนัทเคลือบน้ำตาลธรรมดา ๆ ถ้าอยากกินหรูหรารสชาติอื่นต้องซื้อเอา อร่อยดีครับ หวานมันแป้งเบากว่าพวกมิสเตอร์กะดังกิ้น กลิ่นเนยหอมฟุ้ง ผมว่านมเนยคงเพียบเลยทีเดียว

ปล. ๑ ไปทำแบบนี้ที่เมืองไทย เจ๊งแน่ ๆ ไม่รอด ๆ

ปล. ๒ คราวหน้าพาทัวร์มหาลัยเกาหลี ^o^

___________________________________________________

 

ตอนที่ ๖: ฝันร้ายในโนเรบัง 

คราวก่อนทิ้งท้ายไว้ว่าจะพาเที่ยวมหาลัยเกาหลี แต่พักไว้ก่อน เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกินมาเล่าให้ฟังอีกนิด แต่ไม่ใช่แง่มุมที่ดีเท่าไร

ตอนที่เอนจอนาถทัวร์ไปพักที่พูซานเราพักที่โรงแรมของพี่เขยของอาจารย์ของญาติผม (งงมะ) แล้วอย่างที่เห็นในตอนก่อน ๆ ว่าแค่เป็นคนญาติของลูกศิษย์ อาจารย์ก็ยังเลี้ยงดูปูเสื่อพวกผมอย่างดี พี่เขยของอาจารย์ท่านนั้นก็ไม่แพ้กัน แกเป็นเจ้าของโรงแรมให้เราพักครึ่งราคาแถมยังเลี้ยงเหล้ากับคาราโอเกะเราอีก (ขอบคุณมากครับท่านประธาน) แต่ปัญหามันเกิดขึ้นตรงที่ผมไม่ดื่มเหล้านี่สิครับ ไม่เคยดื่มจริง ๆ จัง อย่างมากก็แค่หยิบแก้วคนอื่นมาชิมอยากรู้ว่ารสชาติว่าเป็นไง แต่ลงท้ายด้วยการวิ่งหาน้ำเปล่าหรือน้ำหวานล้างปากทุกที ไม่อร่อยเลยครับ กินไม่ได้จริง ๆ

แต่เนื่องจากเจ้าของโรงแรมเป็นคนเลี้ยงครับ ถ้าผมไม่ดื่มญาติผมซึ่งเป็นคนรู้จักกับเขาจะเสียหน้า ผมก็เลยยอมดื่ม ไหน ๆ เขาก็เลี้ยงแล้ว แถมให้พักราคาถูกอีก (เอาตัวเข้าแลกสุด ๆ)การดื่มของเขามีพิธีการพอสมควรผู้ใหญ่ต้องเทเหล้าแจกก่อนเริ่มจากดื่มเพียว ๆ หนึ่งเป๊ก(แต่สำหรับคนไม่เคยดื่มต้องเริ่มจากเพียว ๆ นี่เกือบตาย -*-) แล้วจากนั้นก็ให้ผู้น้อยเทให้ผู้ใหญ่บ้าง คนรับหน้าที่นั้น...ใครครับ...ก็ผมน่ะสิ ผู้ชายคนเดียวในกลุ่ม (ทางเกาหลีดูจะเหมือนจีนนะครับชอบเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง) แล้วผมก็ต้องดื่มเพิ่มอีกเป๊กหนึ่งเพียว ๆ ส่วนคนที่ดื่มในเป๊กเหลือจะเทใส่แล้วทรงเตี้ยผสมกับน้ำชาอู่หลงน้ำแข็ง(อันนี้ก็แปลก ผสมแปลก ๆ)แล้วดื่มครับญาติผมเห็นท่าทางผมจะแย่เลยบอกท่านประธานว่าผมคออ่อน (ไม่ใช่แค่อ่อน แต่ไม่เคยดื่มเลยแหละ) แล้วก็เล่าว่าผมสนใจวัฒนธรรมเกาหลี อย่างงั้นอย่างงี้ ถูกใจลุงแกสิครับเรียกผมเข้าไปนั่งใกล้ ๆ แล้วทำท่าแบบนักมวยปล้ำกอดรัดคอผม เหมือนพ่อเล่นกะลูก ผมต้องดื่มกับลุงอีกเป๊กครับเป็นสามเป๊กลืมบอกไปว่าเราดื่มจอห์นนี่วอร์คเกอร์ แบล็คเลเบิล แล้วผมว่าเป๊กของเขามันสูงกว่าเป๊กเมืองไทยนะครับฐานแก้วก็พอ ๆ กันแต่สูงกว่า แถมเวลาลุงแกรินให้ จะรินจนปริ่มแก้วเลย -*- นึกถึงแล้วสยอง

หลังจากดื่มจนพอใจแล้ว ลุงแกก็บอกให้ร้องคาราโอเกะ (เกาหลีเรียกว่า โนเรบัง... บัง แปลว่า ห้อง โนเร แปลว่า เพลง ถ้าเป็นPC บัง ก็คือห้องพีซีหรือร้านคอมฯนั่นเอง) เสร็จแล้วลุงก็จากไป ทิ้งผมกับญาติพี่น้องสนุกสนานกันเอง สนุกก็สนุกอยู่หรอกครับ ร้องเพลงกันจนเที่ยงคืน แต่นะคนไม่เคยดื่ม รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร ผมรีบเปิดชาอู่หลงดื่ม กินกับแกล้ม ปลาหมึกแห้ง ชีส ช็อคโกแลต ผลไม้แห้ง ผมดื่มชาตามเข้าไปสามกระป๋อง สไปรต์(ไม่ใช่ยี่ห้อสไปรต์บ้านเราแต่รสชาติเหมือนกัน) อีกสองกระป๋อง หมายจะขับแอลกอฮอล์ออกให้เร็วที่สุด ก่อนนอนตบพาราเซตามอลเข้าไปอีกสองเม็ด เคยดูรายการเบรนนิแอคทดลองบอกว่าเป็นวิธีป้องกันการเมาค้างได้ดี คือกลัวพรุ่งนี้จะไปเที่ยวต่อไม่ไหว คนอื่นคงมองว่าเว่อร์ไปแล้วดื่มสามเป๊กจะเมาค้างได้ไง แต่ผมไม่เคยดื่มนี่ครับ ก็เลยต้องเตรียมตัวไว้ก่อน

นี่เป็นรูปในโนเรบัง ...ซากกับแกล้มและเหล้า

อยากให้เห็นสภาพผมเหมือนกันว่าเจอเพียว ๆ เข้าไปสามเป๊กแล้วหน้าตาดูไม่ได้ขนาดไหน หน้าแดงเถือกเลยครับ เห็นเส้นเลือดฝอยในตาชัดมาก หน้าตาเหมือนพวกขี้เมาเลยแต่สติดีนะครับไม่ได้เมาไม่รู้เรื่อง แค่เสียงดังขึ้นนิดหน่อย

เล่าเสียยืดยาวสรุปว่าโดนคนเกาหลีมอมเหล้าซะงั้น

ญาติผมบอกว่าตอนเรียนอาจารย์ก็พาไปเลี้ยงเบียร์เลี้ยงเหล้าบ่อย ๆ ไปกินเหล้ากับเพื่อนทุกอาทิตย์ เขาบอกว่าคนที่นี่ดื่มหนักมาก ญาติผมยังเคยโดนคะยั้นคะยอให้ดื่มเยอะ ๆ จนอ้วกเลย พวกสิงห์นักดื่มทั้งหลายคงชอบนะครับ แต่ผมขอบายล่ะ วัฒนธรรมการดื่มแบบนี้สู้ไม่ไหว(- -")

ปล. คราวหน้าพาเที่ยวมหาลัยเกาหลี แน่ ๆ

___________________________________________________

 

ตอนที่ ๗: มหาวิทยาลัยโคเรีย 

เนื่องจากทริปนี้มีไกด์เป็นนักศึกษาป.โท (ได้ทุนต่อเอกไปแล้ว) ก็เลยมีโอกาสเดินเข้าไปโฉบในมหา'ลัยบ้านเขามาสองแห่ง ที่เกาหลีมหา'ลัยอันดับหนึ่งคือ มหา'ลัยโซล รองลงมาคือ มหาลัยโคเรีย ประหนึ่งจุฬาฯกับธรรมศาสตร์บ้านเรา ส่วนญาติผมเรียนอยู่ที่มหาลัยฮันยาง แต่มีโอกาสไปสอนนักศึกษาป.ตรีที่ มหา'ลัยโคเรีย สอนเป็นภาษาอังกฤษผสมเกาหลี เพราะสอนเรื่องวัฒนธรรมไทย ศัพท์แสงเกาหลีอย่างเดียวมันไม่พอ (มีญาติเก่ง ๆ ก็แอบเครียดเหมือนกันเนาะ -*-) มหา'ลัยที่ได้ไปก็เลยมีแค่โคเรียกับฮันยางซึ่งญาติผมคุ้นเคยดี (ส่วนโซลได้ไปแค่ภูเขาด้านหลังมหา'ลัย ไม่ได้เข้าตัวมหา'ลัย)

นี่คืออาคารอธิการของมหาวิทยาลัยฮันยาง มีตึกน่าสนใจแค่ตึกเดียวนี่แหละ

เขาบอกว่า ฮันยางมีบทบาททางการเมือง เป็นพวกพลังนักศึกษาคล้าย ๆ กับธรรมศาสตร์

ต่อไปเป็นรูปของมหาลัยโคเรีย คงไม่มีคำบรรยายมาก เพราะจำไม่ได้แล้วว่าตึกไหนเป็นตึกอะไร (-*-) ขออภัยอย่างสูง

ดูแล้วอย่างกับหลงเข้าไปอยู่ในยุโรปเลยครับ มหา'ลัยอลังการมาก ๆ ที่อลังการได้ขนาดนี้เพราะมหา'ลัยดัง ๆ เหล่านี้เป็นของเอกชนไงครับ ที่เกาหลีมหา'ลัยเอกชนมีชื่อเสียงกว่ามหางลัยรัฐนะครับ ใครสนใจก็ลองไปเรียนดูสิครับ แต่คงแบกรับค่าเทอมกันหลังแอ่น - -"

___________________________________________________

 

ตอนที่ ๘: Etude House VS. Skin Food

วันนี้มาพูดถึงร้านเครื่องสำอางกัน เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งในการไปเกาหลีของน้องสาวผมก็คือเครื่องสำอางครับ ไม่ใช่ซื้อเฉพาะของตัวเองเท่านั้น แต่มันพกบัญชีเครื่องสำอางยาวเป็นหางว่าวที่เพื่อนฝูงฝากซื้อไปด้วย มีอยู่วันหนึ่งผมต้องนั่งรอญาติพี่น้องผมชอปปิ้งเครื่องสำอางอยู่ในร้านกาแฟ เพราะมันมืดแล้วหนาวมากด้วย เวลาผมเข้าร้านพวกนี้ก็มีแต่จะยืนเกะกะคนเขาจะลองเครื่องสำอาง วันนั้นทุกคนสงสารผมเลยทิ้งผมไว้ในร้านกาแฟ (ยังนึกสาปแช่งตัวเองอยู่เลยว่า น่าจะออกไปเดินแรดคนเดียวน้า ถึงจะหนาวแต่ก็ดีกว่านั่งเฉย ๆ)

ร้านที่น้องผมเข้าไปคือ Etude House กับ Skin Food เห็นน้องผมบอกว่าที่เมืองไทยก็ดังเหมือนกัน หน้าร้านจะมีผู้หญิงถือตะกร้า(สำหรับเลือกสินค้า) แจกพร้อมของแถมก่อนเข้าร้าน เนื่องจากเข้าร้านพวกนี้หลายรอบเลยได้ของแถมมาเยอะเหมือนกัน เป็นพวกมาร์คหน้า เป็นต้น

ที่น่าสนใจคือร้านมันดูดีมาก ๆ ผมไม่รู้ว่าร้านในเมืองไทยน่ารักแบบนี้รึเปล่า

ต่อไปร้าน Skin Food

เท่าที่ดูรู้สึกว่าร้านสกิน ฟู้ดนี่จะเน้นเครื่องสำอาง และเครื่องบำรุงผิวที่มาจากธรรมชาตินะครับ พวกธัญพืช เช่น ข้าว และงาดำ เป็นต้น อีทูดี้(ออกเสียงถูกเปล่าหว่า) นี่ ผมติดใจลิปมันกลิ่นองุ่นซื้อกลับมาด้วย กลิ่นหอมน่ากินมาก ๆ แต่ดูภาพรวมของร้านแล้วผมชอบสกินฟู้ดมากกว่านะ ดูคลาสสิกดี อีทูดี้มันดูแต๋วแหววเกินไป (-*-) ไม่ปลื้ม ๆ

นอกจากสองร้านนี้ยังมีอีกร้านที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ชม เป็นร้านเครื่องสำอางใหญ่ (ใหญ่มากกกก)มีหลายแบรนด์อยู่ในร้าน ที่พิเศษคือสามารถลองได้จนกว่าจะสวยครับ ญาติผมบอกว่าเข้าร้านนี้มาหน้าจืด ๆ แต่กลับออกไปแช่มโบ๊ะกันเยอะแยะ คือกะมาสวยด้วยเครื่องสำอางทดลองจริง ๆพนักงานในร้านจะไม่มายุ่งกับคุณเลย (อีทูดี้กับสกินฟู้ด มีพนักงานตามประกบให้คำแนะนำครับ) ลองกันจนกว่าจะสวย ถ้าคุณไม่กลัวติดเชื้อจากการใช้ที่ทาเปลือกตาหรือมาสคาร่าอันเดียวกันเป็นร้อยคนก็เอาเลยครับเต็มที่ ไม่งั้นก็พกอุปกรณ์ส่วนตัวไปจิ้มเอาที่นั่นเลย

___________________________________________________

 

ตอนที่ ๙: อะไรกันนักกันหนากับน้ำแข็ง

หายหัวไปนานเลยทีเดียววันนี้กลับมาสานต่อเรื่องเที่ยวเกาหลี

เนื่องจากไปเที่ยวตอนช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งที่โน่นกำลังหนาวได้ใจ ก็แอบหวังว่าจะได้เจอหิมะตกจัง ๆ แต่โชคร้ายมากเลยครับ เพราะได้เห็นตกแค่ปรอย ๆ ไม่กี่นาที วันที่มันตกจัง ๆ ในโซล พวกผมก็ดันไปที่พูซานเลยไม่ได้เห็น -*-

ได้เห็นแค่ซากตามพื้นแบบนี้ (Folk Village ที่โซล)

แต่ญาติผมพาไปเที่ยวที่สวนสาธาราณะด้านหลังม.โซล ที่มีคูน้ำเป็นน้ำแข็ง

ญาติผมบอกว่าบางทีก็มีเด็กมาเล่นสเก็ตน้ำแข็งกันด้วย ตอนเดินเลียบคูไปผมไม่เชื่อว่ามันแข็ง เดินไปก็เลยเก็บก้อนหินเขวี้ยงลงไปพลาง เพราะคิดว่าน้ำแข็งที่มันจับบนผิวน้ำจะแตก แต่เปล่าครับ แข็งเป๊ก หินตกลงไปเสียงดัง "ตุบ" ผมเดินไปโยนไปตลอดทางเผื่อจะโดนตรงแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ บ้าง แต่ไม่มีเลย ญาติผมถามว่า "เป็นไรมากป่ะ" คือเป็นจริง ๆ อ่ะครับ คนเมืองร้อนอย่างผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน (ไม่เคยไปลานสเก็ตน้ำแข็งด้วย)

สุดท้ายก็เลยลงไปเดินกันบนคู ตื่นเต้นกันใหญ่ ^^"

นอกจากนี้อาจารย์ญาติผมยังพาไปเดินเล่นบนเขาเขตชานเมืองกรุงโซล ก็ได้ไปเจอลำธารน้ำแข็งให้ตื่นเต้นอีก เพราะเป็นลำธารธรรมชาติ น้ำแข็งก็เลยไม่เรียบราบเหมือนคูน้ำด้านบน

แล้วก็อดลงไปเดินเล่นถ่ายรูปกันอีกไม่ได้ อาจารย์คงสงสัยว่าอีพวกคนไทยนี่มันมีอะไรกันนักกันหนากับน้ำแข็ง ...แหมก็บ้านพวกผมไม่มีนี่นา

แถมรูปนกเดินบนสระน้ำในวังไหนสักวัง (จำไม่ได้แล้ว)

___________________________________________________


ตอนที่ ๑๐: สวนสนุก Everland 

หายไปนานทีเดียวกับเรื่องเกาหลี คิดว่าหน้านี้คงเป็นหน้าสุดท้ายแล้วล่ะที่จะพูดถึงเกาหลี วันนี้ขอจบทริปของเอนจอนาถทัวร์ไว้ที่สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ก็แล้วกัน

เป็นสวนสนุกที่อยู่ชานเมืองกรุงโซลนะครับ นั่งรถออกไปไกลหน่อย สวนสนุกอยู่บนเขาเลยทีเดียว แน่นอนว่าค่าผ่านประตูอันแพงแสนแพง พอจะกินอาหารมื้อใหญ่ได้หลายมื้อ ทำเอาพวกเรา์ลังเลอยู่ในที แต่สุดท้ายก็ยอม

สวนสนุกนี้มีกิจกรรมเปลี่ยนไปตามฤดูกาลนะครับ เช่น ฤดูใบไม้ผลิก็จะมีทุ่งดอกไม้ และในฤดูหนาวแบบนี้ก็ต้องเป็นหิมะ

จะมีลานหิมะให้เล่นเลื่อนหิมะลงจากเนินเฉพาะฤดูนี้เท่านั้น

เด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ เวลาใส่เสื้อกันหนาวแล้วจะน่ารักมาก อ้วนป้อมกันถ้วนหน้า

ทิ้งท้ายด้วยภาพตอนกลางคืนก็แล้วกันนะครับ