Korea

posted on 16 Feb 2008 09:42 by pisces

หน้านี้เป็นบันทึกเรื่องราวเก้าวันในเกาหลีใต้ แต่ไม่ได้เรียงตามวันนะครับ แต่เล่าเป็นเรื่อง ๆ
เช่น อาหาร ก็จะเล่าเป็นภาพรวมอาหารที่กินมาทั้งหมด
   

ตอนที่ ๑: กรุงโซล  

อันที่จริงไปเที่ยวเมื่อตอนปลายเดือนมกราคมปี ๕๐ นี่แหละ
แต่เพิ่งว่างเลยเอามาเล่าให้ฟัง

เผอิญผมมีญาติเรียนป.โทอยู่ที่นั่น(ตอนนี้ได้ทุนต่อป.เอกแล้ว...เก่งจริง ๆ)
เขาบอกว่าเขาเรียนโทจบแล้วอีกไม่นานจะกลับเมืองไทย ถ้าอยากมาเที่ยวให้รีบมา
ผมก็เห็นว่ามันเป็นโอกาสสุดท้าย เพราะถ้าเขากลับมาชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้ไปแน่
ผมกับน้องสาวแล้วก็ญาติอีกสองคนก็เลยโดดงาน โดดเรียนไปกันหนึ่งสัปดาห์
(๙ วัน รวมเสาร์อาทิตย์สี่วัน วันทำงานอีกห้าวัน)

ในการทัวร์ครั้งนี้ได้รับการอนุเคราะห์จากคนมากมาย จนญาติผมตั้งชื่อทัวร์คณะเราว่า
เอนจอนาถทัวร์ แล้วทุกท่านจะได้เห็นว่าเราน่าอนาถขนาดไหน
ตอนนั้นไปถึงอากาศติดลบ มีอยู่คืนหนึ่งเขาว่าถึงลบสิบ แต่ไม่ค่อยเชื่อเท่าไร
เทอโมมิเตอร์ในบ้านพักจะแค่ลบแปด อย่างไรก็ตามมันหนาวมากสำหรับคนเมืองร้อนอย่างผม
แม้จะหอบเสื้อกันหนาวหนา ๆ ไปใส่ก็ช่วยได้แค่ท่อนบนท่อนล่างมีแค่กางเกงในกับยีนส์หนึ่งตัว
น้องสาวผมต้องเสื้อไอ้กางเกงยืดที่เรียกว่า "แลกกิ้ง" ใส่แต่ผมไม่ได้ซื้อ
เพราะเห็นว่าอยู่แค่ไม่กี่วัน เลยทนไป แต่เที่ยวกันจนถึงสี่ห้าทุ่มทุกคืน
ตอนรอรถเมล์กลางคืนก็ต้องเต้นไปเต้นมา มันหนาวมากกกก
ผมแอบเห็นคนเกาหลีเต้นเหมือนกัน ^ ^

วันนี้จะพูดถึงโซลก่อน เพราะเก้าวันแปดคืน นอนที่โซลซะเจ็ดคืนเข้าไปแล้ว
เนื่องจากได้ที่พักฟรีในโซลเราเลยพยายามกลับมาพักที่นี่จะได้ไม่เสียเงินมาก
หนึ่งคืนนอกโซลไปค้างที่พูซานซึ่งจะค่อย ๆ เล่าต่อไป

สถานที่แรกในโซลที่อยากพูดถึงคือ Myeong-dong หรือ มยองดง
ย่านวัยรุ่นของโซล ประหนึ่งสยามบ้านเรา วัยรุ่นเดินกันพลุกพล่าน

 

 

 

 

 

 

 

 

สิ่งที่สะดุดตาผมที่สุดที่มยองดงก็คือ สาวน้อยคนนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพส่วนใหญ่จะเป็นภาพจากล้องญาติผมนะครับเพราะผมเอากล้องแมนนวลขี้เกียจสแกนมาลง ลงแค่บางภาพ ภาพขาวดำจากล้องผม (บังเอิญฟิล์มขาวดำค้างกล้องอยู่)

แม่สาวน้อยคนนี้ยืนรอให้คนมากอดอยู่ครับ แล้วก็มีคนเข้าไปกอดหลายคนเสียด้วย เห็นเขาว่าเป็นกิจกรรมรณรงค์อะไรสักอย่าง แต่ผมเห็นว่ามันเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ของวัยรุ่นมากกว่า ตอนอยู่โซลผมไปที่มยองดงสามหรือสี่วันนี่แหละ แต่ไม่เห็นผู้ชายหรือคนสูงอายุมายืนขอกอดเลย มีแต่เด็กผู้หญิง

มีอยู่วันหนึ่งเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักมายืนชูป้ายแบบนี้ ผมเห็นเด็กวัยรุ่นชายกลุ่มใหญ่ยืนผลักกันทำนองว่า "มึงก่อนเด่ะ" แล้วในที่สุดพวกมันก็เข้าไปกอดสาวน้อยกันสามสี่คนได้ อย่างแม่หนูในรูปนี่หน้าตาจัดว่าธรรมดา เลยมีแต่ผู้หญิงเข้าไปกอด

ผมคิดว่ามันก็เป็นกิจกรรมที่เข้าท่าดีนะถ้าแค่กอดไม่ได้ไปล่วงเกินเขา เพราะประเทศมันหนาวกอดกันหน่อยก็ดี อย่าได้คิดอุตริมาจัดเมืองไทยก็แล้วกัน ร้อนขนาดนี้จะกอดกันไปทำไม

อีกที่หนึ่งในโซลคือวังเคียงบกกุง (ออกเสียงผิดต้องขออภัยนะครับ) รูปที่อยากให้ดูคือไม่ใช่วังแต่เป็นรูปพี่ชายคนนี้

ทหารยามหน้าวัง ยืนตัวแข็งทื่อน่าสงสาร หนาวก็หนาว ตอนผมเข้าไปถ่ายรูปใกล้ ๆ แอบได้ยินพี่แกซี้ดจมูกเสียงดัง น้ำมูกคงไหลย้อยเลยล่ะ ผมเองก็ต้องพกกระดาษทิชชู่ ไว้ในกระเป๋าโค้ตตลอดเวลา หนาว ๆ แล้วมันพาลจะไหลเรื่อยเลย น่าสงสารมาก ๆ อันที่จริงโชว์การเปลี่ยนเวรทหารยามเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวตั้งตารอดู โชคร้ายที่พวกผมพลาด แต่ได้ไปดูของอีกวังหนึ่งแทน

ต่อไปคือโซลทาวเวอร์

มันเป็นหอคอยที่สร้างอยู่บนเขา ต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปข้างบนก่อน แต่ผมไม่ได้ขึ้นยอดตึกหรอกครับค่าเข้ามันแพง ได้ถ่ายรูปมาก็ดีแล้ว ไฟที่ส่องอาคารจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ญาติผมถ่ายมาครบเกือบทุกสี นับถือความพยายามจริง ๆ --"

ต่อไปเป็นสถานที่ ๆ สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่ท่องเที่ยว คูเมือง ชองเกชอน

เทศบาลเขาสร้างคูกลางเมืองเลยครับกะให้เป็นที่เที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ อย่างที่เห็นในภาพว่ามีคนมาเดินเล่นกันมากมาย ทั้งหนาว ๆ นั่นแหละ -*-

จริง ๆ แล้วในโซลที่สถานที่เที่ยวอีกเยอะนะครับ อย่างวังอื่นหมู่บ้าน Folk Villageแต่ผมขอเล่าที่ผมประทับใจเพียงเท่านี้

ปล. ขออภัยถ้าขอมูลผิดพลาด เพราะว่าผมความจำสั้น รายละเอียดการท่องเที่ยวน้องสาวผมจดไว้ในบันทึกของมัน ชื่อสถานที่อย่าง ชื่อวังนี่ผมจำได้แค่ เคียงบกกุง ชางดอกกุง แถมยังไม่รู้ว่าออกเสียงถูกรึเปล่าด้วยซ้ำ แล้วก็ตลาด นำแดมุน กับทงแดมุน อันนึงเป็นตลาดผ้าอีกอันเป็นตลาดขายของที่ระลึก

___________________________________________________

 

ตอนที่่ ๒: พูซานและคยองจู 

วันนี้จะมาพูดถึงนอกโซลกันบ้าง อย่างที่บอกตอนที่แล้วเอนจอนาถทัวร์ของเราได้รับความอนุเคราะห์ที่พักฟรีที่โซลดังนั้นเราจึงมาค้างที่พูซานคืนเดียวแต่ได้เที่ยวสองเมือง คือไปถึงพูซานปุ๊บเก็บของแล้วเที่ยวเลย ค้างคืนนึงแล้วไปเมืองคยองจูที่อยู่ใกล้ ๆ เที่ยวที่นั่นจนเย็นแล้วนั่งรถกลับถึงโซลดึก ๆ แล้วก็เข้าที่พักฟรี ถือเป็นการวางแผนเที่ยวที่ประสบความสำเร็จประหยัดค่าที่พักที่คยองจูไปได้หนึ่งคืน

พูซานเป็นเมืองท่าติดทะเล อยู่ทางตอนใต้อากาศอุ่นกว่าที่โซล ที่แรกที่เรามุ่งหน้าไปคือ ชายหาดซึ่งสามารถมองเห็นสะพานแขวน ควังอันลี

(ภาพชุดพูซานกับคยองจูนี่มาจากล้องผมซึ่งเป็นฟิล์มนะครับ สแกนมาลง)

สะพานนี้ถือเป็นแลนด์มาร์คของเขาเลย

อีกที่ที่ไปคือเอเปคเฮาส์ จำกันได้มั้ยครับเมื่อปี ๒๐๐๕ มีประชุมเอเปคที่พูซานที่ทักกี้ของเราไปเสนอหน้าน่ะครับ ที่นี่แหละครับ

(ดัดจริตถ่ายเป็นซิลลูเอตซะงั้น) คงพอเห็นเค้าโครงของบ้านนะครับ

ที่นี่เอน็จอนาถทัวร์ของเราได้ไกด์จำเป็นชาวเกาหลีมาหนึ่งคน เพราะญาติผมอยู่แต่ในโซลไม่ค่อยได้มาต่างจังหวัด เป็นตี๋หนุ่มนักเรียนนอก อายุเท่าน้องสาวผมเลย เขาพาเราเดินชมเอเปคเฮ้าส์และสวนบริเวณนั้น ทั้งที่ตอนแรกเจอกันเราแค่ถามทางเขาเท่านั้นเอง พอรู้ว่าเราเป็นคนไทย เขาพูดว่า "สวัสดีครับ" เลย พวกเราก็กรี๊ดกร๊าดเกรียวกราว เขาเคยไปเมืองไทยครับ มีเพื่อนคนไทยและชอบผัดไท (ไม่เข้าใจทำไมชาวต่างชาติชอบกันจัง)

ในเอเปคเฮ้าส์ผมเห็นโต๊ะประชุมและรูปผู้เข้าร่วม พอเห็นหน้าทักกี้ ผมก็บอกว่าอยากเอาปากกาเขียนหน้ามัน ญาติผมแปลเป็นภาษาเกาหลี เขาหัวเราะก๊ากทีเดียว (คงจะได้ยินข่าวคราวอยู่บ้าง) เขาเรียนที่ออสเตรเลีย แต่เราแทบไม่ได้คุยภาษาอังกฤษกันเลย เพราะเขาอายสำเนียงตัวเอง จะบอกว่าภาษาอังกฤษสำเนียงเกาหลีปะทะกับอังกฤษสำเนียงไทยนี่คุยกันไม่รู้เรื่องครับ เขาเลยคุยแต่กับญาติผมที่พูดเกาหลีได้

เขาพาเราเที่ยวจนเย็น(ไม่รู้ติดใจญาติพี่น้องของผมคนไหนรึเปล่า) แล้วขอร่วมโต๊ะอาหารเย็นด้วย(ทำเอาเรางงมาก ขอกันซื่อ ๆ เลยเหรอ)ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องเลี้ยงเขาเพราะเขาพาเที่ยว เลยได้ไปกินหมูย่างเกาหลี (อันนี้ขออุบไว้เล่าต่อในภาคอาหาร)

หมดวันเป็นอันว่าวันนี้เอน็จอนาถทัวร์เสียดุลงบประมาณให้แก่ตี๋หนุ่ม อันที่จริงคืนนั้นเราได้ไปคาราโอเกะ (โนเรบัง) กันซึ่งเก็บไว้เล่าอีกภาคหนึ่ง (แหมเรื่องเยอะมากมาย)

ตอนเช้าเราตื่นมาขนสัมภาระ(เสื้อผ้าเพราะต้องมาค้างนอกสถานที่) ขึ้นรถไปเมืองคยองจูที