Music

AS IF WE NEVER SAID GOODBYE

posted on 13 Apr 2005 18:27 by pisces  in Music

พยายามแปลเพลงนี้มาหลายวันแล้ว กว่าจะเสร็จเล่นเอาเหนื่อย เพราะไม่รู้ภูมิหลังของเพลงเลยไม่รู้ว่าจะแปลผิดถูกมากน้อยแค่ไหน รู้แต่ว่าเป็นเพลงที่ร้องในละครบรอดเวย์ บาร์บรา สไตรแซนด์ ได้ดูละครเรื่องนี้แล้วชอบเพลงนี้ก็เลยเอามาใส่ไว้ในอัลบั้มของตัวเองซะงั้น เราไม่มีอัลบั้มนี้ตัวจริง มีแต่ที่ก็อปปี้มาเลยไม่รู้ภูมิหลังเพลงมากนัก เพราะในปกซีดีจะมีความเป็นมาแต่ละเพลง

เราชอบเพลงนี้ตั้งแต่ชื่อเพลงแล้ว มันใช่ได้หลายโอกาสมากเลยนะ เวลาเรามีมีทติ้งกับเพื่อนเก่าแล้วบรรยากาศเก่า ๆ กลับมาเพลงนี้ก็ใช้ได้ บราบร่าใช้เพลงนี้เปิดตัวในคอนเสิร์ตที่ร้างมาประมาณสามสิบปี ทำเอาเกรียวกราวมากเพราะเปลี่ยนเนื้อเพลงเล็กน้อยให้เข้ากับสถานการณ์ "ราวกับว่าเธอไม่เคยจากเวทีคอนเสิร์ต" ไปเลย

AS IF WE NEVER SAID GOODBYE

I don't know why I'm frightened
I know my way around here
The cardboard trees, the painted seas, the sound here...
Yes, a world to rediscover
But I 'm not in any hurry
And I need a moment


The whispered conversations in overcrowded hallways
The atmosphere as thrilling here as always
Feel the early morning madness
Feel the magic in the making
Why, everything's as if we never said goodbye

I've spent so many mornings just trying to resist you
I'm trembling now, you can't know how I've missed you
Missed the fairy tale adventure
In this ever spinning playground
We were young together

I'm coming out of make-up
The lights already burning
Not long until the cameras will start turning...
And the early morning madness
And the magic in the making
Yes, everything's as if we never said goodbye

I don't want to be alone
That's all in the past
This world's waited long enough
I've come home at last!

And this time will be bigger
And brighter than we knew it
So watch me fly, we all know I can do it...
Could I stop my hand from shaking?
Has there ever been a moment
With so much to live for?

The whispered conversations in overcrowded hallways
So much to say not just today but always...
We'll have early morning madness
We'll have magic in the making
Yes, everything's as if we never said goodbye
Oh, please

Dont ever ever make me say goodbye

เเปลเป็นไทยอย่างกะโหลกกะลาได้ดังนี้

ดั่งเราไม่เคยบอกลา

ฉันไม่รู้ว่าเหตุใดจึงหวั่นไหว

ทั้งฉากต้นไม้ใหญ่ ทะเลกว้าง

ฉันรู้จักที่นี่ทุกทิศทาง

ฉันฟังเสียงต่างต่างอย่างคุ้นเคย

ยังมีโลกใบเก่าให้ค้นหา

ฉันจะค้นอีกคราไม่นิ่งเฉย

แต่ฉันไม่เร่งรีบใดใดเลย

ฉันต้องการอยู่เฉยสักอึดใจ

เสียงผู้คนล้นหลามตามทางเดิน

กระซิบกันเพลิดเพลินในโถงใหญ่

บรรยากาศตื่นเต้นระทึกใจ

อบอวลไปในอากาศอย่างเคยเป็น

ความรู้สึกประหม่ายามเช้าตรู่

มนตราอยู่คู่งานสร้างอย่างเคยเห็น

เหตุอันใดทุกสิ่งยังคงเป็น

ดังเช่นเราไม่เคยได้ร่ำลา

แม้ฉันต้านทานคุณในยามเช้า

แต่ฉันกลับสั่นเทาคำนึงหา

คุณไม่รู้เลยสักนิดว่า

ฉันคิดถึงคุณมามากเพียงใด

คิดถึงเทพนิยายสมัยเก่า

ที่พวกเราเล่นสมมติอย่างสดใส

ในสนามเด็กเล่นหมุนเวียนไป

ซึ่งเราใช้วัยเยาว์อยู่ร่วมกัน

ฉันแต่งหน้าเสร็จแล้วก้าวออกมา

แสงไฟส่องเจิดจ้ามิกล้าหัน

อีกไม่นานจะเดินกล้องพรั่งพร้อมกัน

ฉันคงหวาดหวั่นไหวได้ไม่นาน

ความรู้สึกประหม่ายามเช้าตรู่

มนตราอยู่คู่งานสร้างอย่างเคยผ่าน

ใช่ ทุกสิ่งยังคงเดิมเหมือนวันวาน

ประหนึ่งปานเราไม่เคยพรากจากกัน

ฉันไม่อยากโดดเดี่ยวเปลี่ยวหัวใจ

อดีตผ่านไปแล้วไม่ผวนผัน

โลกมายาแห่งนี้ยังรอวัน

ให้ตัวฉันคืนถิ่นที่แรมไกล

และคราวนี้จะยิ่งใหญ่กว่าคราวก่อน

ทุกขั้นตอนงานสร้างสว่างไสว

ทุกคนรู้ว่าฉันแสดงได้

จงจับจ้องฉันไว้บนเวที

ฉันจะหยุดมือไม้ที่สั่นเทา

เพื่อเก็บเอาความรู้สึกนาทีนี้

นาทีแห่งคุณค่าต่อชีวี

นาทีที่ฉันเฝ้ารอจนสมใจ

เสียงผู้คนล้นหลามตามทางเดิน

กระซิบกันเพลิดเพลินในโถงใหญ่

มีถ้อยคำอยากเอ่ยอยู่ในใจ

อย่างที่เคยเป็นไปเช่นทุกครา

ความรู้สึกประหม่ายามเช้าตรู่

มนตราอยู่คู่งานสร้างอย่างแก่กล้า

ใช่! ทุกสิ่งยังคงเดิมผ่านเวลา

ราวกับว่าเราไม่เคยกล่าวลากัน

(...โปรดอย่า...อย่าให้ฉันบอกลาเลย...)

ไม่แน่ใจว่าเพลงพูดถึงละครเวทีหรือว่าละครโทรทัศน์ เพราะตอนแรกกล่าวถึงฉากต้นไม้ปลอมกับทะเลที่เพนท์เอา และhallway ซึ่งน่าจะเป็นโถงทางเดินในโรงละคร แต่ตอนท้ายจู่ ก็มีการเปิดกล้องขึ้นมา เลยงง ๆ นิดหน่อย แปลแบบตีความซะเยอะ อย่าถือสาถ้าแปลผิด แค่สนอง need ตัวเองเท่านั้นแหละ

ปล. สงกรานต์น่ะให้มันน้อย ๆ หน่อยนะ

คิดถึงชาวนาที่เขาต้องหอบตุ่มใส่เกวียน

ลากข้ามหมู่บ้านไปเติมน้ำมาใช้กันมั่ง


edit @ 2005/04/13 18:43:43
edit @ 2005/04/13 18:51:20

“Hello, Dolly !”

posted on 22 Apr 2005 03:21 by pisces  in Music

วันนี้พยายามจะใช้รูปจากโฮสต์ใหม่ กว่าจะทำเป็นก็ป่านฉะนี้แล้ว อันที่จริงวันนี้เจอะเจออะไรมากมายอยากเล่าให้ฟังเหมือนกันแต่ยังก็ต้องอัพหนังเรื่องนี้ให้ได้ คิดว่าน่าจะเป็นบลอกที่ยาวที่สุดตั้งแต่เคยทำมา เพราะจะใส่รูปแบบไม่อั้น ไม่ย่อขนาดด้วย ดูกันให้เต็มตา

หนังเพลงเรื่อง Hello, Dolly !

เห็นชุดสีทองนี้มั้ยเอ่ย เขาว่ามันหนักตั้ง 40ปอนด์เชียวนะ แต่คุณป้าบาร์บรา ต้องใส่ทั้งร้องทั้งเต้นอ่ะ ราคาของชุดก็ไม่แพงเท่าไร 8000 เหรียญ(สมัยปี 1969)เอง

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของหญิงม่ายชื่อดอลลี ลีไวผู้ยึดอาชีพการจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่คนอื่น ตั้งแต่เลือกเฟอร์นิเจอร์ เลือกดอกไม้ ไปจนถึงเป็นแม่สื่อจับคู่ให้คนอื่น แล้วบังเอิญหล่อนไปตกหลุมรักเศรษฐีคนนึงชื่อฮอเรซ เวนเดอเกลเดอ ซึ่งให้จ้างให้หล่อนหาคู่ให้ทั้งหลานสาวของเขา และตัวเขาเอง หล่อนจึงวางแผนจับคู่ใหม่หมดจับคนโน้นไปคู่กับคนนี้จับคนนั้นไปคู่กับอีกคน จนสุดท้ายพ่อเศรษฐีวัยกลางคนนั่นก็มาลงเอยกับหล่อนสมใจ

เรื่องนี้เป็นละครเวทีบรอดเวย์มาหลายคราแล้ว

โปสเตอร์ละครเวที

หนังเก่าก็จริงแต่การถ่ายทำดีมากทีเดียว ตั้งแต่ฉากแรกที่เริ่มด้วยเสียงฝีเท้าคนเดินไปตามท้องถนน โดยกล้องจะแพนตามเท้าผู้คนที่สัญจรไปมา รองเท้าแต่ละคนส่งเสียเวลาเดินต่างกัน จังหวะแต่คนก็เดินไม่เท่ากัน บางคนกระโดด บางเดินแบบย่อง ๆ หลบน้ำที่นองพื้นถนน จริง ๆ ก็คือศิลปะการเต้นแท็ปนั่นแหละแต่เอามาทำแบบนี้ก็เก๋ดี

ต่อไปเรามาพูดถึงเรื่องตัวละครกัน นางเอกคือดอลลี ลีไว แสดงโดยบาร์บรา สไตรแซนด์

แค่ชื่อก็การันตีพลังเสียงของหนังเพลงเรื่องนี้ได้แล้ว ตอนนั้นป้าแกยังอายุไม่มาก แทบแหกปอดออกมาวางให้ดูตรงหน้า แกไม่ใช่คนสวยเลยนะ แต่ฝีมือการแสดงแบบทั้งร้องทั้งเต้นทั้งแอคติ้งนี่สุด ๆ อ่ะ(คือชอบป้าแกเป็นการส่วนตัวต้องยอกันหน่อย)

เพลงที่แกร้องในเรื่องก็มีอยู่หลายเพลง แต่ที่ชอบ ๆ คือเพลง Put On Your Sunday Clothes เพลงนี้ตัวละครร้องกันหลายคน เป็นเพลงที่ละลัลลัลล้าดี ฟังแล้วอารมณ์ดีว่างั้นเหอะดูรูปเอาก็รู้ว่าลัลล้าแค่ไหน


เพลงที่สองที่ชอบคือเพลง Before the Parade Passes By เพลงนี้ความหมายดี ชอบ ๆ ก่อนขบวนพาเหรดอันครื้นเครงจะผ่านไป ขอให้ฉันได้ร่วมสนุกสนานด้วยคนเถอะนะ ร้องหลังจากนางเอกรำพึงถึงสามีที่ตายจากไปว่า เธอจะกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นอีกครั้ง ประมาณว่าฉันไว้ทุกข์ให้เธอมานานพอแล้ว ขอฉันไปใช้ชีวิตใหม่ ก่อนที่สิ่งดี(ซึ่งเปรียบได้กับขบวนพาเหรด)จะผ่านเลยฉันไป ถ้าเป็นเพลงไทยก็คงจะเป็น เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย.......แว่วดังฟังแล้วใจหายประมาณนั้น

เพลงสุดท้ายของบาร์บร่า ที่ชอบคือ So Long Dearie เพลงนี้เป็นเพลงเร็ว เร็วมาก แถมร้องสลับกับพูดอีกตะหาก ฟังแค่คำแรกของเพลงคือคำว่า Goodbye ซึ่งบาร์บราร้องซ้ำแค่คำเดียวเนี่ย 3-4 ครั้ง ก็ขนลุกแล้ว เสียงป้าแกสุดยอดมากมาย แบบว่าคำเดียวกันแต่ไต่ระดับเสียงต่างกันอ่ะ สุดยอด ๆ ชอบ ๆ แล้วรู้สึกว่าเป็นเพลงที่ใช้พลังในการร้องมากที่สุดด้วย

แปลกแต่จริงที่เพลงที่เป็นชื่อหนังอย่าง Hello, Dolly! กลับไม่โดนเท่าไหร่.............จบตัวละครดอลลี ลีไว

ตัวละครตัวที่สองที่จะเอ่ยถึงคือ หัวหน้าเสมียนในร้านของเศรษฐีแวนเดอเกลเดอชื่อ คอร์นีเลียส อายุ 28 ปีแต่ยังไม่เคยแตะต้องผู้หญิงแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต แต่ดอลลีจับเขาไปคู่กับคู่หมั้นของแวนเดอเกลเดอ ซื่อไอรีน มอลลอยด์ ตัวละครหัวหน้าเสมียนนั้นคือไมเคิล ครอฟอร์ด เจ้าของตำนานแฟนท่อม ออฟ ดิ โอเปร่า บนเวทีบรอดเวย์อันลือลั่น ซึ่งตอนเล่นหนังเรื่องนี้ก็ยังเอ๊าะ ๆ อยู่เลย แต่เสียงร้องเพลงนี่ต่างกันลิบลับ ดูเหมือนในเรื่องนี้เขาจะร้องออกเสียงแบบติดตลกซะส่วนใหญ่ แต่ตอนร้องในบทแฟนท่อมนั้นสุดยอดแห่งความเนี้ยบ (ไว้มีตังค์จะหาซื้อเพลงเขามาฟังเพิ่ม เป็นคนที่น่าติดตามผลงานมาก)

ไมเคิล ครอฟอร์ดทางซ้าย

.

เพลงที่เขาร้องไว้ในเรื่องนี้เป็นเพลงคู่ชื่อ It Only Takes A Moment ประมาณว่าตกหลุมรักเธอในชั่วอึดใจ เคยเอาเพลงนี้ท่อนนึงมาตั้งชื่อบลอก He held me for an instant but his arms felt safe and strong เพราะมากมาย

ตัวละครอีกตัวที่จะกล่าวถึงคือ เสมียนชื่อบาร์นาบี้ เป็นคู่หูกะคอร์นีเลียสและไปจับคู่กับผู้ช่วยของไอรีน มอลลอยด์ ดาราที่รับบทนี้คือ แดนนี่ ลอกอิน

เขาแทบจะไม่มีบทร้องเด่น ๆ เท่าไหร่ แต่จะบอกว่าเขาเป็นนักเต้นที่สุดยอดมาก เกิดมายังไม่เคยเห็นใครเต้นได้ร่าเริง หน้าชื่นตาบาน และมีพลังมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย เล่นทำเอาหลงลีลาของเขาในทันที พยายามสืบหาหนังเรื่องอื่นที่เขาเล่น แต่ไม่เจอ เพราะว่าเขาตายตั้งแต่อายุสามสิบกว่า ๆ (ตอนแสดงเรื่องนี้อายุประมาณ 26) ผลงานแสดงน้อยมาก แถมยังตายไม่ดีด้วย ถูกแทงตายเป็นร้อยแผลเลย ตำรวจพบศพเขาที่บ้านคนร้าย และพบไดอารี่ที่วางแผนการฆาตกรรมแดนนี่อีกด้วย แต่สุดท้ายกฎหมายสามารถเอาคนร้ายเข้าตะรางได้แค่ 4 ปี มันน่าแค้นใจนัก เสียดายคนมีพรสวรรค์ เราเลยอดดูผลงานของเขาเลย เสียใจมากมาย

ขอไว้อาลัยให้ แดนนี่ ลอกอิน

.

คนสุดท้ายแล้วทอมมี่ ทูน เล่นเป็นแอมโบส คู่รักของหลานสาวแวนเดอเกลเดอ ผู้พยายามจะชวนสาวเจ้าหนีตามกันไป ที่ต้องพูดถึงคนนี้เพราะเขาเป็นนักเต้นที่โดดเด่นเช่นกัน เพราะเขาสูงถึง 199 เซนติเมตร สูงมากมาย ในเวบหนังบอกว่าเขาอาจจะเป็นนักเต้นที่สูงที่สุดก็ว่าได้ แต่ส่วนสูงไม่ได้เป็นอุปสรรคแก่เขาเลย ลองดูรูปเตะขาฉีกนี่ซะก่อน

ในหนังเรื่องนี้เขาจับคู่กับผู้หญิงที่ตัวเตี้ยกว่าเขามากมายเวลาเต้นค่กันเลยดูตลกดี เข้าใจว่าน่าจะเป็นโจ๊กของผู้จัดหรือผู้กำกับ หรือคนเขียนบท(เดาเอา) ดูผู้หญิงที่อยู่ทางซ้ายของเขาในรูป

กลับไปดูรูปซีเปียข้างบนจะเห็นความสูงที่ต่างกันชัดกว่านี้อีก

แถมภาพให้ดูอีกหน่อย

จบแล้ว...ไม่รู้จะมีใครบ้าพออ่านจนจบรึเปล่า แล้วจะอ่านรู้เรื่องรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่คนเขียนมีความสุขมากมายที่ได้เขียนนะเนี่ย

ปล.1 ถ้ามีข้อมูลผิดพลาดต้องขออภัยด้วย แสดงว่าเรายังค้นคว้าไม่พอ (อันที่จริงดูหนังเรื่องนี้ไปแค่สามรอบเองล่ะแต่อยากเขียนนี่)

ปล.2 มีตัวละครหลายตัวไม่ได้พูดถึงเพราะตอนนี้เรายังไม่รู้สึกสนใจพวกเขา แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาแสดงไม่เก่งนะ

ปล.3 ขออภัยที่นามภาษาปะกิดเขียนด้วยภาษาไทย เพราะขี้เกียจเปลี่ยนฟ้อนท์

เพลง Put On Your Sunday Clothes


edit @ 2007/05/01 20:00:26