Book

Fuwa Shinri

posted on 08 Jun 2005 02:56 by pisces  in Book, Gay

ที่ท่านจะอ่านต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า ทำใจให้เรียบร้อยก่อนอ่าน

เมื่อสองสามวันก่อนซื้อการ์ตูนบอยส์เลิฟมาอ่านเล่มนึง เรื่อง Yebisu Celebrities (เล่มสอง) ทำให้นึกถึงสมัยก่อนที่บ้าซื้อการ์ตูนแบบนี้ทุกปก

เมื่อก่อนไม่ได้มีการ์ตูนบอยส์เลิฟเกลื่อนตลาดแบบนี้ จะมีก็แต่ของเลิฟบุ๊ก กับ999 อ่ะแถม ซี21
ให้อีกสำนักพิมพ์ (ราว4-5ปีก่อน)แต่เดี๋ยวนี้มันออกมามากมายหลายยี่ห้อจนซื้อไม่ถูก
นับว่าโชคดีที่ตัวเองล้างมือจากวงการมานานแล้ว แต่ก็ยอมรับว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งบ้ามากซื้อทุกปกที่ออก
เดี๋ยวนี้ถ้าไม่ใช่ลายเส้นของอาจารย์ที่คุ้นเคยล่ะก็ต้องสแกนแล้วสแกนอีกว่าจะคุ้มมั้ยถ้าซื้อมา
ที่ซื้อ Yebisu Celebrities (เล่มสอง) มา เพราะหนึ่งเราซื้อเล่มหนึ่งมาแล้วอยากอ่านต่อ
สองเพราะเป็นลายเส้นของอาจารย์ ฟุวะ ชินริ (shinri fuwa) ที่เราคลั่งไคล้ตั้ง แต่เริ่มอ่าน
การ์ตูนบอยส์เลิฟและเพิ่งสังเกตว่าเรื่องนี้อาจารย์ไม่ได้ทำงานคนเดียวแฮะ
มี'จารย์ คาโอรุ อิวาโมโต้ ด้วย

เริ่มอ่านงานของอาจารย์จากเรื่อง Private

เป็นเรื่องเด็กมหาลัยที่แอบชอบรูมเมทตัวเอง วันหนึ่งพบกับหนุ่มวัยทำงานคนนึง
ก็เลยคบเขาเป็นคนปลอบใจเวลาตัวเองรู้สึกผิดหวังมาจากรูมเมท
ปลอบไปปลอบมาหนุ่มใหญ่ก็รู้สึกน้อยใจที่เป็นได้แค่ตัวแทนของหนุ่มน้อย
เลยหนีไปทำงานเมืองนอก หนุ่มน้อยสำนึกได้เลยตามไปเรียนต่อที่เมืองนอก(จบเล่มหนึ่ง)
เล่มสองก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับสองคนนี้ตอนอยู่เมืองนอก เกิดปัญหาขึ้นทำให้หนุ่มน้อย
ต้องกลับมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น เมื่อเรียนจบก็ขอย้ายงานตามคนรักไปอยู่ด้วยกันอย่างผาสุข

เรื่องที่อ่านตามมาคือ Every Day Every Night

เรื่องนี้เป็นเรื่องฝาแฝดที่พ่อแม่หย่ากันแม่เอาไปคนพ่อเอาไปคน พอกลับมาเจอกัน พวกมันรักกันครับท่านผู้ชม (รักต้องห้ามขนานแท้ ห้ามทั้งเพศ และสายเลือด)ลองนึกว่าภาพตัวเองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคนที่หน้าตารูปร่างเหมือนตัวเองดูสิ(สยอง) ตอนแรกช๊อบชอบนะเรื่องนี้ แต่พอแก่ตัวหน่อยหยิบมาอ่านชักรู้สึกไม่ค่อยดีแล้ว มันแหม่ง ๆสองเล่มจบ(รู้สึกว่าสองเล่มนี้เราซื้อต่อคนอื่นมาทางไปรษณีย์ ตอนนั้นหาซื้อตามร้านไม่ได้แล้ว)

เรื่อง สองเกลอเผลอใจรัก (อายจังใช้ชื่อไทย จำไม่ได้ว่าชื่ออังกฤษว่าอะไร)

 

เพื่อนสองคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน กลับมาพบกันอย่างไม่คาดฝันโดยทั้งคู่ต่างมีปมปัญหาเรื่องครอบครัวติดตัวมาด้วย พระเอกเกลียดพ่อ นายเอกขาดความมั่นใจในตัวเองเพราะพ่อแม่ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพี่ซึ่งเก่งกว่าในทุกด้าน นายเอกโดนรุ่นพี่ที่บริษัทลวนลามเลยย้ายเข้าไปอยู่กับพระเอก จนความรู้สึกเกินเพื่อนที่เก็บกดไว้ตั้งแต่สมัยวัยรุ่นค่อย ๆ เผยออกมา สองเล่มจบเช่นกัน (แต่เลิฟบุ๊กเอามารวมเป็นเล่มเดียว)

ภาคต่อของเรื่องสองเกลอฯ คือเรื่อง perfect world

เรื่องนี้ต่อจากสองเกลอฯ โดยเอาตัวร้ายคือรุ่นพี่ที่ลวนลามนายเอกในเรื่องสองเกลอฯ มาเป็นพระเอก สนุกมาก เราชอบเรื่องนี้มากมาย โดยเฉพาะชื่อเรื่อง เพอร์เฟค เวิลด์ ตัวเอกในเรื่องนี้ล้วนมีปัญหาในด้านการแสดงตัวว่ารักผู้ชายด้วยกันทั้งนั้น เลยตั้งคำถามว่า แล้วโลกที่สมบูรณ์แบบที่เราจะสามารถอยู่ได้อย่างเปิดเผยและมีความสุขนั้นมันอยู่ที่ไหน มันมีอยู่จริงหรือ นอกจากนี้ยังมีปัญหาครอบครัว ปมทางจิต ปัญหาสังคม เช่น การทำแท้ง ฯลฯ ให้ขบคิด สามเล่มจบ เป็นเรื่องที่สยบคำที่มีคนแซวว่า อาจารย์ฟุวะเขียนการ์ตูนยาวไม่เคยเกินสองเล่ม รู้สึกจะเป็นเรื่องแรกและเรื่องเดียวในตอนนี้ที่ออกมาเกินสองเล่ม

เรื่องต่อไปเรื่อง help me

เรื่องนี้ออกแนวไซไฟ มีมนุษย์ต่างดาวด้วย เป็นเรื่องที่เริ่มเห็นว่าลายเส้นของอาจารย์สวยงามขึ้น พระเอกเรื่องนี้เท่ห์มาก ว่าแล้วต้องไปค้นมาอ่านอีกสักรอบ

เรื่อง ดอกไม้กับช็อกโกแลต

อันนี้เข้าสู่ยุคของสำนักพิมพ์ใหม่อย่างริสส์แล้ว เรื่องของเด็กหนุ่มที่ออกตามหาพ่อ แล้วเจอกับเศรษฐีหนุ่มผู้ร่ำรวยเอามาชุบเลี้ยง เลี้ยงไปเลี้ยงมาได้กันซะงั้น ไม่ค่อยชอบเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ชอบตอนแถมบนเรือเดินทะเลที่มีเพื่อนพระเอกมาแจม

เรื่อง เพียงคำนี้มิอาจเอ่ย (อายชื่อเรื่องมากมาย)

ความรักแบบพี่น้องมาอีกแล้วครับท่าน พระเอกเป็นลูกติดทางฝ่ายแม่ ส่วนนายเอกเป็นลูกติดฝั่งพ่อ พอทั้งคู่มาแต่งงานกันใหม่ เด็กสองคนเลยกลายเป็นพี่น้องกันโดยปริยาย อยู่กันไปอยู่กันมาต่างฝ่ายต่างรู้สึกเกินพี่น้องเลยพยายามแยกกันอยู่ แต่ก็นั่นแหละตอนจบก็ได้กัน - -"

มาถึงประเด็นหลักที่จะพูดถึงซะที เรื่อง Yebisu Celebrities (บริษัทหล่อไม่จำกัด)

เป็นเรื่องราวในบริษัทออกแบบกราฟิกแห่งหนึ่ง (มีแต่พนักงานหน้าตาดี ๆ ทั้งนั้น)

เล่มแรกพาร์ทแรกเป็นเรื่องของประธานบริษัทกับเด็กฝึกงาน ออกแนวเลี้ยงต้อยให้โตแล้วค่อยงาบ เราไม่ค่อยชอบ พาร์ทสองน่าสนใจขึ้นมาหน่อย กราฟิกดีไซเนอร์หน้าหวานของบริษัทนี้ดันไปเก็บนายแบบระดับอินเตอร์มาเลี้ยงไว้ในอพาร์ทเมนต์ โดยนึกว่าอีกฝ่ายเป็นนายแบบขายไม่ออก ส่วนพ่อนายแบบก็ไม่กล้าบอกความจริง เพราะกลัวว่านายเอกจะไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น สนุกดี

เล่มสอง(สำนักพิมพ์จากริสส์เปลี่ยนเป็นเกลสซี่แบร์)ที่เพิ่งซื้อมานี่แหละที่อยากเล่า เป็นเรื่องของอาร์ทไดเรคเตอร์ของบริษัท เป็นคนสีหน้าไร้อารมณ์ มีแฟนเป็นหมอหนุ่มฝึกหัดเจ้าอารมณ์ เรื่องของเรื่องคือคุณอาร์ทไดเรคเตอร์แกมีชาติตระกูลดี ที่บ้านจะจับดูตัวแต่งงานแล้วให้สืบทอดกิจการของครอบครัว บังเอิญช่วงนั้นคุณหมอกำลังมีปัญหากับงานและเริ่มคิดว่าจะเป็นตัวถ่วงความเจริญคุณอาร์ทไดเรคเตอร์ คุณหมอเธอเลยไล่ให้อีกฝ่ายไปแต่งงานอย่างที่ควรจะเป็น มาอยู่กับผู้ชายอย่างเธอไม่มีอะไรดีหรอกทำนองนั้น คุณอาร์ทไดเรคเตอร์ก็แสนดีกลับไปบ้านแล้วขอสละสิทธิ์ทุกอย่างเพื่อจะมาอยู่กินกับผู้ชาย (ประมาณว่าตัดขาดกับทางบ้านไปเลย) นี่แหละที่อยากจะพูดถึง ตอนคุณอาร์ทไดเรคเตอร์กลับจากบ้านมาเจอคุณหมอ

"ฉันทิ้งทุกอย่างทั้งครอบครัว ทั้งพ่อแม่"

"ทำ...ทำไมถึง" คุณหมออ้ำ ๆ อึ้ง ๆ

"ทาสึยะ(ชื่อคุณหมอ) ไม่มีอะไรสำคัญสำหรับฉันเท่ากับนาย"

แล้วคุณอาร์ทไดเรคเตอร์ก็จับมือคุณหมอขึ้นมาจูบ(ฉากนี้กินเนื้อที่เกือบสองหน้าเลยนะ)แล้วพูดต่อว่า

"ฉันจะอยู่กับนายไปชั่วชีวิต ดังนั้น ขอเวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดของนายให้ฉันนะ"

พระเจ้าจอร์จ ทำไปได้ !!!!!! โรแมนติกเกินไปแล้ว

เป็นบทสนทนาในการ์ตูนที่โดนใจเราที่สุดในรอบปีทีเดียวนะเนี่ย เป็นการขอแต่งงานที่ฟังดูไม่ชวนแหวะเท่าไหร่มั้ง ไม่รู้สิ พระเอกมันหล่อดีอ่านแล้วเลยเคลิ้ม ๆ อ่อเรื่องนี้ดีอีกอย่าง พระเอกกับนายเอกตัวเกือบเท่ากันเลย ดีชอบ ปกตินายเอกจะออกหน้าหวาน ๆ ตัวเล็ก ๆ แต่เรื่องนี้คุณหมอเธอออกแนวถึกแต่หน้าก็แอบหวานอยู่นะ

ดี ๆ นานแล้วที่ไม่ได้อ่านการ์ตูนที่ทำให้ชื่นใจแบบนี้

งานของอาจารย์ฟุวะ ส่วนมากจะอิงความเป็นไปของโลกแห่งความจริงที่ว่า เกย์จำนวนหนึ่งมีปัญหาเรื่องการเปิดเผยตัว และการให้อารมณ์แบบอัปเปหิตัวเองออกจากตะกูลก็ดี ถูกครอบครัวตัดขาดก็ดี ทำให้เข้าถึงความทุกข์ของเกย์มาก นอกจากนี้ยังใส่ปัญหาทางจิตใจ ปมทางจิตที่ตัวละครต้องแก้ไข ต้องเอาชนะและผ่านไปให้ได้ โดยเฉพาะปมปัญหาครอบครัวที่อาจารย์มักจะนำเสนอในทุกเรื่อง (ทุกบ้านย่อมมีปัญหาไม่มากก็น้อยล่ะ) มีอยู่เรื่องนึงที่ตัวละครถูกที่บ้านและโรงเรียนจับได้ว่ามีสัมพันธ์กับผู้ชายในระดับลึกซึ้ง ตัวละครตัวนั้นถูกขับออกจากโรงเรียนโดยกระบวนการทางสังคม และทางบ้านก็ระแวงทุกครั้งที่ตัวละครตัวนี้มีเพื่อนชาย คือถ้าตัวละครตัวนี้คบเพื่อนชายทางบ้านจะไม่เห็นว่าเป็นเพื่อนธรรมดา ต้องคิดว่าเป็นคู่ขาหรืออะไรซักอย่าง ซึ่งถ้าเป็นชีวิตจริง คนที่ถูกปฏิบัติเช่นนั้นอาจจะกลายเป็นคนเก็บตัวไม่กล้าสุงสิงกับเพื่อนผู้ชายเพราะกลัวคนหาว่าไปอ่อยเหยื่อเขา ในทางกลับกันอาจจะสติแตกทำตัวสำส่อนขึ้นมาจริง ๆ ประชดชีวิตก็เป็นไปได้ใครจะไปรู้

สรุป งานของอาจารย์ฟุวะ มีมิติตัวละครที่ลึกและซับซ้อนพอสมควร อ่านแล้วรู้สึกสมจริง เหมือนตัวละครเป็นคนจริง มีชีวิตมีความรู้สึกจริง แต่อันที่จริงอาจเป็นเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวเราล่ะมั้ง ถึงได้ชอบงานแบบนี้ อ่อ ลายเส้นอาจารย์ก็งามงด อ่านแล้วสบายตา สบายใจ

ปล. 1 เขียนซะยาวยืด ประเด็นจริง ๆ แค่บทสนทนาสีชมพูนั่นแหละที่ชอบ แหะ แหะ แหมก็อยากให้เห็นผลงานเก่า ๆ ของอาจารย์ด้วยนี่ ตอนแรกว่าจะเล่าเรื่องย่อทั้งหมด แต่ไม่ไหวแล้ว แค่นี้ก็ยาวยืด

ปล. 2 งานของอาจารย์ฟุวะยังมีอีกหลายเรื่องนะ นี่คัดเฉพาะที่ตัวเองชอบ ๆ มาเล่า เอามาเขียนทุกเรื่องไม่ไหว


 

คาลิล ยิบราน

posted on 12 Apr 2005 00:54 by pisces  in Book

วันนี้ออกจากบ้านไปหาอะไรกินตอนเย็น ใช้เงินจำนวนน้อยนิดที่ได้มาจากการทำค่ายเด็ก
ตอนแรกไม่อยากออกไปเลย เพราะกลัวมือเติบ และจริงอย่างที่กลัว
พอออกไปถึงห้างฯ ใช้เงินอย่างกับเทน้ำ เหมือนตายอดตายอยากมานาน
กินฮะจิบังหนึ่งชามกับไก่คาราอาเกะชุ่มโชกน้ำมันหนึ่งจาน ร้อยกว่าบาท
ซื้อหนังสือของคาลิล ยิบราน(มือสอง) ห้าสิบกว่าบาท
นิตยสารเฮลท์แอนด์ครูซีน(ช่วยอ่านออกเสียงแอคเซนท์ด้วย) 80 บาท (แพงมากมาย)
ไม่รู้นึกยังไงถึงซื้อมาอ่าน นิตยสารอาหารเนี่ย แต่ช่วงนี้นึกอยากอ่านนิตยสารขึ้นมา
หลังจากอ่านจีเอ็มฉบับเกย์อิชชู่ไปแล้ว รู้สึกว่านิตยสารมันเป็นสื่อที่อัพเดทดีเหมือนกัน
เปิดหูเปิดตาขึ้นเยอะเลย ก็เลยไปด้อม ๆ มอง ๆ หานิตยสารอ่านตามแผง ดู ๆ แล้ว
เฮลทแอนด์ครูซีน(แอคเซนท์อีกที)ดูจะน่าอ่านกว่าไอ้พวกหน้าปกเป็นดาราใส่ชุดว่ายน้ำ
รับลมร้อนยืนโพสเป็นแย้อยู่บนหน้าปก หมดไปเกือบสามร้อยบาท
แล้วยังต้องซื้อโฟมล้างหน้าอีกเกือบร้อย พระเจ้าจอร์จ หมดเงินไปมากโข
แต่ที่น่าสนใจก็คือหนังสือของคาลิล ยิบราน
"ปรัชญาชีวิต" พิมพ์ครั้งที่ 13 โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ถอดความโดย ระวี ภาวิไล
แค่ข้อความที่โปรยไว้ที่ปกหลังก็ประทับใจจอร์จแล้ว...

...จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก

และขอให้ความรักนั้น เป็นเสมือนห้วงสมุทรอันเคลื่อนไหวอยู่

ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน

จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน

จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง

แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว

ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี๋ยว

แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน

จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง

เพราะพระหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้น ที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้

และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก

เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน

และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้...

ชอบแนวคิดนี้จริง ๆ เหมือนตอนเรียนวิชาจิตวิทยาเรื่องระดับความสัมพันธ์ของบุคคลเลย
สิ่งที่คาลิล ยิบรานกล่าวถึงเป็นความสัมพันธ์ขั้นที่สาม ซึ่งจัดเป็นความสัมพันธ์ระดับอุดมคติเลยทีเดียว

ความสัมพันธ์ขั้นแรก คือขั้นที่ทำงานร่วมงานกันได้โดยไม่สนใจชีวิตส่วนตัวของอีกฝ่าย
กล่าวคือมันจะไปตายที่ไหนเราไม่สน มันจะสันดานเลวอย่างไรเราไม่สน ขอเพียงตอนทำงานร่วมกันได้ก็พอ

ความสัมพันธ์ขั้นที่สอง คือขั้นที่มักเกิดปัญหาบ่อย ๆ เพราะเมื่อเริ่มผูกสมัครรักใคร่กับอีกฝ่ายฝ่ายแล้ว
คนเรามักจะอยากให้เขาเป็นเหมือนอย่างเรา เช่น เราเกลียดไอ้คนนั้น เราก็อยากเขาเกลียดเหมือนเรา
เรารักชอบพอไอ้คนนี้ก็อยากให้เขาชอบเหมือนเรา ถ้าเราเห็นนิสัยที่เราไม่ชอบ เราก็พยายามจะทำให้ให้เขาเลิก
และถ้าเราชอบนิสัยอะไรที่เราเห็นจากคนอื่น เราก็จะพยายามปลูกฝังหรือบังคับให้เขาทำนิสัยนั้น
ในทางกลับกันหาเขาคนนั้นเกิดชอบพอเราเหมือนกัน เขาก็จะพยายามแก้ไขส่งที่เรามีสิ่งที่เราเป็น จนบางครั้งเราจะรู้สึกรำคาญ
และภายหลังจะนำมาซึ่งความบาดหมางอย่างที่เราไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์แบบนี้คือความสัมพันธ์ที่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของอีกฝ่าย
เนื่องจากความรักอยากให้เขาเป็นอย่างที่เราพอใจ ขั้นนี้ก็จะตรงข้ามกับที่คาลิล ยิบราน กล่าวไว้ว่า...

จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง

แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว

ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี๋ยว

แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน...

หมายความว่าเราอยู่ร่วมกันได้โดยที่ไม่ต้องก้าวก่ายกัน ซึ่งจะเป็นความสัมพันธ์ในขั้นที่สาม

สัมพันธ์ขั้นที่สาม คือความรักใคร่แบบบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังสิ่งใด ๆ จากอีกฝ่าย เป็นห่วงเป็นใยกันแต่ก็เป็นอิสระต่อกัน เชื่อมั่นในตัวของอีกฝ่ายโดยไม่คิดจะก้าวก่ายความเป็นตัวของตัวเองของเขา ซึ่งมันเป็นไปได้ยากมาก
เพราะเมื่อเราชอบพอใครแล้วก็มักจะคาดหวังอะไรจากคน ๆ นั้นเสมอ บางครั้งจึงไปก้าวก่ายตัวตนของเขาโดยที่เราไม่รู้ตัว
(ไอ้ความสัมพันธ์สามขั้นเนี่ยเอามาจากความรู้เก่าที่ตกค้างอยู่ในสมอง ถ้ามีผิดบ้างก็อย่าว่ากันเลย เขียนเท่าที่จำได้ ไม่ได้เปิดหนังสือลอกนี่นา)

ปรัชญาของคาลิล ยิบรานพอจะอ่านแล้วเชื่อถือได้พอสมควรเลยล่ะ

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน

จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน

เติมน้ำและแบ่งขนมปังให้แก่กันแสดงถึงความมีน้ำใจ เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน แต่ที่ไม่ให้ดื่มจากถ้วยเดียวกัน อาจเป็นเพราะหากใครคนหนึ่งเป็นโรคติดต่อคงจะพาอีกคนเป็นไปด้วยเรียกว่านำหายนะมาสู่คนที่ตนรัก
ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่ นอกจากนี้การกินขนมปังก้อนเดียวกัน หรือน้ำถ้วยเดียวกันยังเป็นแสดงถึงการก้าวก่ายชีวิตของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย

และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก

เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน

และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้...

อันนี้ก็จริงอย่างแทบไม่ต้องหาคำอธิบายใด ๆ มาเพิ่มเติมเลย เสาวิหารอยู่ห่างกันค้ำวิหารอันใหญ่โตไว้ได้
ส่วนต้นไม้ใหญ่ก็ต้องอยู่ห่างกันไม่งั้นก็ต้องแย่งแดดแย่งอาหารกันแน่ ถ้าจะอยู่ในร่มเงาของกันและกันได้
ย่อมไม่ใช่ต้นไม้ระดับเดียวกัน อาจจะเป็นไม้พุ่ม หรือกาฝาก ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่ต่ำชั้นลงมาและต้องการพึ่งพิงเรานั่นเอง

ชอบ ๆ ปรัชญาที่เข้าใจง่าย ๆ แบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าเนื้อในเล่มจะอ่านง่ายแบบนี้รึเปล่าน่ะสิ

ปล. โยเกิร์ตดัชชี่ใส่วุ้นมะพร้าวอร่อยมากมาย เหมาะกะหน้าร้อน วันนี้ล่อไปสามถ้วยแล้ว มีโอกาสก็หาชิมซะ(ไม่เกี่ยวกะเนื้อหา แต่อยากจะบอกนี่)