Book

อันที่จริงวันนี้ตั้งใจว่าจะไม่อัพบลอก เพราะอัพมันทุกวันเลย เดี๋ยวมีคนหาว่าบ้า ซ้ำนี่ยังเป็นการอัพวันเดียวกับหน้าก่อนที่อัพไว้ตอนประมาณเที่ยงคืน

เรื่องของเรื่องก็คือตื่นเช้ามาเห็นข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ ๒ ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ตัวผมเองก็ไม่ได้นับถือคริสต์ แต่นี่เป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญระดับโลกที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ นอกจากนี้ผมเพิ่งซื้อหนังสือรวมบทกวีของท่านมาจากร้านขายหนังสือเก่า
ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เอง

อ้อมกอดนวกาล แปลจาก Easter Vigil and Other Poems by Karol Wojtyla (พระนามของสมเด็จฯ)
ท่านเขียนเป็นภาษาโปลิช แปลเป็นภาษาอังกฤษก่อนแล้วจึงมาแปลเป็นภาษาไทย
โดย นิล พันชั่ง ได้รับลิขสิทธิ์จากสำนักวาติกัน พิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์กะรัต ปีพ.ศ. ๒๕๒๙
ราคา ๔๔ บาท แต่ผมซื้อมา ๑๒๐ บาท ผมจะขอยกมาให้อ่านกันสักหนึ่งบท


A conversation with God begins

The human body in history dies more often and earlier

Than the three.

Man endures beyond the doors of death in catacombs and

Crypts,

Man who departs endures in those who follow.

Man who follows endures in those departed.

Man who endures beyond all coming and going

in himself

and in you.

The history of men, such as I, always looks for the body

you will give them.

Each man in history loses his body and goes towands you.

In the moment of departure

Each is greater than history

although but a part

(a fragment of century or two,

merged into one life).

 

บทสนทนากับพระเจ้า

อันไม้ ตายซาก มากนัก          ฤาจัก เปรียบเทียบ คนได้

คนตาย บ่อยกว่า เร็วไว           ยิ่งกว่า แมกไม้ บนดิน

สุสาน ป่าช้า พาพราก             ผู้จาก หากใจ ถวิล

ผู้อยู่ ร่ำหา อาจิณ                  มิสิ้น ดิ้นรน ทนทาน

จะอยู่ หรือตาย หมายมั่น         ผูกพัน ศรัทธา กล้าหาญ

ไม่ว่า กี่ยุค กี่กาล ยงนาน        อยู่เหนือ ความตาย

เฝ้ารอ เรือนร่าง ที่ส่ง             จากองค์ สู่ชน ทั้งหลาย

มนุษย์ สิ้นร่าง วางวาย            มุ่งหมาย ไปสู่ พระองค์

ยามจาก ร่างไป ใหญ่ยิ่ง         กว่าประวัติ-ศาสตร์อิง อ้างบ่ง

(เพียงเสี้ยว ศตวรรษ ดำรง      ยังคง เป็นหนึ่ง ชีวี)

 

 

ปล. พอฟังข่าวการสิ้นพระชนม์แล้วอย่างแรกที่นึกถึงคือนิยายเรื่องเทวากับซาตาน (Angel & Demon) ของแดน บราวน์ขึ้นมาทันทีเลย พิธีการคัดเลิกสันตะปาปาองค์ใหม่กำลังจะเริ่มแล้ว...



edit @ 2005/04/03 15:37:14

คาลิล ยิบราน

posted on 12 Apr 2005 00:54 by pisces  in Book

วันนี้ออกจากบ้านไปหาอะไรกินตอนเย็น ใช้เงินจำนวนน้อยนิดที่ได้มาจากการทำค่ายเด็ก
ตอนแรกไม่อยากออกไปเลย เพราะกลัวมือเติบ และจริงอย่างที่กลัว
พอออกไปถึงห้างฯ ใช้เงินอย่างกับเทน้ำ เหมือนตายอดตายอยากมานาน
กินฮะจิบังหนึ่งชามกับไก่คาราอาเกะชุ่มโชกน้ำมันหนึ่งจาน ร้อยกว่าบาท
ซื้อหนังสือของคาลิล ยิบราน(มือสอง) ห้าสิบกว่าบาท
นิตยสารเฮลท์แอนด์ครูซีน(ช่วยอ่านออกเสียงแอคเซนท์ด้วย) 80 บาท (แพงมากมาย)
ไม่รู้นึกยังไงถึงซื้อมาอ่าน นิตยสารอาหารเนี่ย แต่ช่วงนี้นึกอยากอ่านนิตยสารขึ้นมา
หลังจากอ่านจีเอ็มฉบับเกย์อิชชู่ไปแล้ว รู้สึกว่านิตยสารมันเป็นสื่อที่อัพเดทดีเหมือนกัน
เปิดหูเปิดตาขึ้นเยอะเลย ก็เลยไปด้อม ๆ มอง ๆ หานิตยสารอ่านตามแผง ดู ๆ แล้ว
เฮลทแอนด์ครูซีน(แอคเซนท์อีกที)ดูจะน่าอ่านกว่าไอ้พวกหน้าปกเป็นดาราใส่ชุดว่ายน้ำ
รับลมร้อนยืนโพสเป็นแย้อยู่บนหน้าปก หมดไปเกือบสามร้อยบาท
แล้วยังต้องซื้อโฟมล้างหน้าอีกเกือบร้อย พระเจ้าจอร์จ หมดเงินไปมากโข
แต่ที่น่าสนใจก็คือหนังสือของคาลิล ยิบราน
"ปรัชญาชีวิต" พิมพ์ครั้งที่ 13 โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ถอดความโดย ระวี ภาวิไล
แค่ข้อความที่โปรยไว้ที่ปกหลังก็ประทับใจจอร์จแล้ว...

...จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก

และขอให้ความรักนั้น เป็นเสมือนห้วงสมุทรอันเคลื่อนไหวอยู่

ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน

จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน

จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง

แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว

ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี๋ยว

แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน

จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง

เพราะพระหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้น ที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้

และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก

เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน

และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้...

ชอบแนวคิดนี้จริง ๆ เหมือนตอนเรียนวิชาจิตวิทยาเรื่องระดับความสัมพันธ์ของบุคคลเลย
สิ่งที่คาลิล ยิบรานกล่าวถึงเป็นความสัมพันธ์ขั้นที่สาม ซึ่งจัดเป็นความสัมพันธ์ระดับอุดมคติเลยทีเดียว

ความสัมพันธ์ขั้นแรก คือขั้นที่ทำงานร่วมงานกันได้โดยไม่สนใจชีวิตส่วนตัวของอีกฝ่าย
กล่าวคือมันจะไปตายที่ไหนเราไม่สน มันจะสันดานเลวอย่างไรเราไม่สน ขอเพียงตอนทำงานร่วมกันได้ก็พอ

ความสัมพันธ์ขั้นที่สอง คือขั้นที่มักเกิดปัญหาบ่อย ๆ เพราะเมื่อเริ่มผูกสมัครรักใคร่กับอีกฝ่ายฝ่ายแล้ว
คนเรามักจะอยากให้เขาเป็นเหมือนอย่างเรา เช่น เราเกลียดไอ้คนนั้น เราก็อยากเขาเกลียดเหมือนเรา
เรารักชอบพอไอ้คนนี้ก็อยากให้เขาชอบเหมือนเรา ถ้าเราเห็นนิสัยที่เราไม่ชอบ เราก็พยายามจะทำให้ให้เขาเลิก
และถ้าเราชอบนิสัยอะไรที่เราเห็นจากคนอื่น เราก็จะพยายามปลูกฝังหรือบังคับให้เขาทำนิสัยนั้น
ในทางกลับกันหาเขาคนนั้นเกิดชอบพอเราเหมือนกัน เขาก็จะพยายามแก้ไขส่งที่เรามีสิ่งที่เราเป็น จนบางครั้งเราจะรู้สึกรำคาญ
และภายหลังจะนำมาซึ่งความบาดหมางอย่างที่เราไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์แบบนี้คือความสัมพันธ์ที่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของอีกฝ่าย
เนื่องจากความรักอยากให้เขาเป็นอย่างที่เราพอใจ ขั้นนี้ก็จะตรงข้ามกับที่คาลิล ยิบราน กล่าวไว้ว่า...

จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง

แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว

ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี๋ยว

แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน...

หมายความว่าเราอยู่ร่วมกันได้โดยที่ไม่ต้องก้าวก่ายกัน ซึ่งจะเป็นความสัมพันธ์ในขั้นที่สาม

สัมพันธ์ขั้นที่สาม คือความรักใคร่แบบบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังสิ่งใด ๆ จากอีกฝ่าย เป็นห่วงเป็นใยกันแต่ก็เป็นอิสระต่อกัน เชื่อมั่นในตัวของอีกฝ่ายโดยไม่คิดจะก้าวก่ายความเป็นตัวของตัวเองของเขา ซึ่งมันเป็นไปได้ยากมาก
เพราะเมื่อเราชอบพอใครแล้วก็มักจะคาดหวังอะไรจากคน ๆ นั้นเสมอ บางครั้งจึงไปก้าวก่ายตัวตนของเขาโดยที่เราไม่รู้ตัว
(ไอ้ความสัมพันธ์สามขั้นเนี่ยเอามาจากความรู้เก่าที่ตกค้างอยู่ในสมอง ถ้ามีผิดบ้างก็อย่าว่ากันเลย เขียนเท่าที่จำได้ ไม่ได้เปิดหนังสือลอกนี่นา)

ปรัชญาของคาลิล ยิบรานพอจะอ่านแล้วเชื่อถือได้พอสมควรเลยล่ะ

จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน

จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน

เติมน้ำและแบ่งขนมปังให้แก่กันแสดงถึงความมีน้ำใจ เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน แต่ที่ไม่ให้ดื่มจากถ้วยเดียวกัน อาจเป็นเพราะหากใครคนหนึ่งเป็นโรคติดต่อคงจะพาอีกคนเป็นไปด้วยเรียกว่านำหายนะมาสู่คนที่ตนรัก
ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่ นอกจากนี้การกินขนมปังก้อนเดียวกัน หรือน้ำถ้วยเดียวกันยังเป็นแสดงถึงการก้าวก่ายชีวิตของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย

และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก

เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน

และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้...

อันนี้ก็จริงอย่างแทบไม่ต้องหาคำอธิบายใด ๆ มาเพิ่มเติมเลย เสาวิหารอยู่ห่างกันค้ำวิหารอันใหญ่โตไว้ได้
ส่วนต้นไม้ใหญ่ก็ต้องอยู่ห่างกันไม่งั้นก็ต้องแย่งแดดแย่งอาหารกันแน่ ถ้าจะอยู่ในร่มเงาของกันและกันได้
ย่อมไม่ใช่ต้นไม้ระดับเดียวกัน อาจจะเป็นไม้พุ่ม หรือกาฝาก ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่ต่ำชั้นลงมาและต้องการพึ่งพิงเรานั่นเอง

ชอบ ๆ ปรัชญาที่เข้าใจง่าย ๆ แบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าเนื้อในเล่มจะอ่านง่ายแบบนี้รึเปล่าน่ะสิ

ปล. โยเกิร์ตดัชชี่ใส่วุ้นมะพร้าวอร่อยมากมาย เหมาะกะหน้าร้อน วันนี้ล่อไปสามถ้วยแล้ว มีโอกาสก็หาชิมซะ(ไม่เกี่ยวกะเนื้อหา แต่อยากจะบอกนี่)