ลังเลอยู่นานว่าจะเอาเรื่องนี้มาลงดีหรือเปล่า เพราะเคยเขียนเรื่อง Coming Out ไปแล้ว แต่คิดว่ามันแตกต่างกันเพราะเอนทรี่นั้นเหมือนเป็นทฤษฎี กรอบแนวคิดเรื่องการเผยตัวตนเท่านั้น แต่คู่มือที่จะลงต่อไปนี้ เป็นขั้นปฏิบัติ สำหรับคนที่คิดว่าพร้อมแล้วที่จะบอกเพื่อนและครอบครัวว่า ผม/ฉัน/หนู เป็นเกย์/เลสเบี้ยน ครับ/ค่ะ 

© Josh Gosfield/Corbis 

คู่มือต่อไปนี้พัฒนามาจากหนังสือชื่อ Outing Yourself ของ Michelangelo Signorrile (1995)

๑.  เครือข่ายสนับสนุน: คุณควรจะหาเพื่อนฝูง(หรือคนรู้จัก) ผ่านประสบการณ์การเผยตัวตนมาอย่างโชกโชน คือเปิดเผยตัวกับคนมาแล้วหลายกลุ่ม เช่น ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน เจ้านาย ลูกน้อง ฯลฯ เข้าจะให้แนวทางในการวางตัวแก่คุณได้ดีว่าควรปฏิบัติอย่างไร

๒. เหยื่อรายแรก (แปลขำ ๆ คือตัวเลือกแรกที่คุณจะเปิดเผยตัว):  พยายามเลือกเหยื่อรายแรกเป็นพวก Hetero ที่ดูจะเข้าใจอะไรง่าย ๆ หน่อย อาจจะไม่ใช่เพื่อนชายจริงหญิงแท้ที่สนิทที่สุดของคุณก็ได้ เพราะเดิมพันอาจสูงเกินไป (และบางทีเพื่อนคุณอาจเป็นพวกเข้าใจอะไรยากกว่าที่คุณคิด) ควรเลือกคนที่คุณคาดว่าจะ "รับได้" ก่อน และคน ๆ นั้นต้องเป็นคนที่คุณไว้ใจว่าเขาจะเก็บความลับคุณได้ในช่วงที่คุณพยายามเปิดเผยกับเหยื่อรายต่อ ๆ ไป

๓. การฝึกจิต (โอเค... ไม่ใช่สมถะ/วิปัสสนากัมมัฏฐานแต่อย่างใด): ฝึกจินตนาการถึงตัวเองกำลังเปิดเผยตัวตนในสถานการณ์ที่คุณวางแผนไว้ นึกถึงตัวเองในฉากที่คุณคุ้นเคยและรู้สึกสบาย ให้นึกซะว่าคุณกำลังจะแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ (ไม่ใช่เรื่องที่คุณรู้สึกผิด) ฝึกพูดว่า "ฉันมีบางอย่างอยากจะบอกเธอ เพราะเราเป็นเพื่อนกัน ฉันคิดว่าเราสนิทกัน และฉันก็ไว้ใจเธอมากพอจะบอกว่า ฉันเป็นเกย์/เลสเบี้ยน" ...ถ้าเห็นว่าดัดจริตเกินขอเสนอ "เฮ้ย ! กูมีอะไรจะบอกมึง เพราะกูเห็นว่ามึงเป็นเพื่อน และกูก็สนิทกับมึงมาก กูไว้ใจมึงมากพอจะบอกมึงว่า กูเป็นเกย์/เลสเบี้ยน) ...คือแปลมาจากภาษาอังกฤษประโยคมันดูจั๊กกะดึ๋ยชอบกล เราคนไทยก็หาประโยคคำพูดดี ๆ แบบไทย ๆ มันจะได้ไม่กระดากเวลาพูด สรุปคือหาคำพูดดี ๆ เตรียมไว้ ฝึกพูดไว้ ควรจะเกริ่นนำก่อน แล้วค่อย ๆ เข้าเรื่อง ไม่ใช่ไปถึงตีแสกหน้าดังผั๊วะ บางทีเขาก็ตั้งตัวไม่ทัน เกริ่นนำก่อนเขาจะได้รู้ว่าเรื่องที่เรากำลังจะพูดมันสำคัญต่อเราและเขาอย่างไร

๔. วางแผน:

  • จัดเวลา ต้องแน่ใจว่ามีเวลามากพอที่จะคุยกันให้รู้เรื่อง ไม่ใช่ว่า "...ฉันเป็นเกย์..." ติ้งหน่อง! ออดประตูบ้านดัง เพื่อนฝูงมากมายมาจัดงานปาร์ตี้วันเกิดที่บ้าน ...จบเห่เลยนะครับถ้าไม่ได้คุยกันจนรู้เรื่องน่ะ
  • จัดเตรียมสถานที่ เลือกที่ที่คุณและเขารู้สึกสบายทั้งคู่ ...ไม่ใช่เพื่อนคุณเป็นโรคกลัวความสูง คุณดันไปเลือกที่เปิดตัวบนลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนยอดตึกสูง ๖๐ ถ้าเขาไม่สบายใจมันยอมส่งผลต่อการรับรู้นะครับ 
  • เตรียมเพื่อนเกย์/เลสฯไปเป็นกองหนุนอย่างน้อยหนึ่งคน ...ไม่ใช่ให้มายืนถือปอมปอมเชียร์กันออกนอกหน้านะครับ อาจจะให้อยู่อีกห้องหนึ่ง หรือแอบซุกมันไว้ในตู้ (กลายเป็นชู้ซะงั้น) ...เอามาไว้เผื่อผลออกมาแย่คือเขารับเราไม่ได้ เราจะได้มีคนปลอบใจปรับทุกข์ภายหลัง ไม่งั้นจะเคว้ง
  • เตรียมตอบคำถามแย่ ๆ ด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ เช่น 
Q: มึงรู้ได้ไงว่ามึงเป็นเกย์
A: อ้าว...ไอ้สัด แล้วมึงรู้ได้ไงว่ามึงไม่ใช่
Q: มึงรู้ตัว (ว่าเป็นเกย์) มานานแค่ไหนแล้ว
A: อ่อ ก็ตั้งแต่กูกับมึงอาบน้ำด้วยกันที่เขาชนไก่ไง
Q: มึงไม่เป็น (เกย์) ได้มั้ย ...(มึงเปลี่ยนได้มั้ย)
A: แล้วมึงเป็นได้มั้ยล่ะ
Q: มึงเป็นเอดส์รึเปล่า
A: อ้าว...ไอ้เหี้ยนี่ พูดจาเปรี้ยวตีนเหลือเกินนะ
ที่ตอบมาทั้งหมดข้างบนเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี จำไว้ต้องตอบอย่างนุ่มนวล สุขุม แม้บางคำถามมันจะทำให้เส้นเลือดบนขมับของคุณกระตุก หรือทำให้คันเท้าตะหงิด ๆ ก็ตาม จง keep cool  ไว้นะจ๊ะ

 ๕. จงพึ่งพาความอดทน: จำไว้ว่าคุณกำลังจะบอกเพื่อนของคุณในสิ่งที่เขาไม่ได้เตรียมใจมาฟัง ในขณะที่คุณเตรียมตัวมานานแล้ว บางคนอาจตกใจ ประหลาดใจ หรือสับสน คุณต้องอดทนให้เวลาเขาคิด หรือถามคำถาม ปฏิกริยาเชิงลบในตอนแรก ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรับคุณไม่ได้ แต่เขาอาจต้องการเวลามากกว่านี้ ดังนั้นถึงแม้ว่าเพื่อนคุณมีปฏิกริยาเชิงลบ แต่ไม่ได้ถึงขนาดตีโพยตีพายด่าทอคุณเสีย ๆ หาย ๆ ขอให้คุณอยู่คุยกับเขาต่อ แสดงความเห็นใจต่อความสับสนของเขา เช่น พูดว่า "เรื่องนี้คงทำให้เธออัพเซตมากสินะ" และค่อย ๆ คุยต่อไป อย่าลืมตอบคำถามเขาให้ดี ๆ

๖. ควบคุมความโกรธ: ถ้าเพื่อนคุณแสดงท่าทีเป็นศัตรู ด่าทอคุณด้วยคำหยายคาย ให้คุณจบการสนทนาอย่างสุภาพ "ฉันเสียใจที่คุณรับเรื่องเรื่องนี้ไม่ได้ ดังนั้นฉันคิดว่าฉันควรจะกลับไปก่อน" แล้วก็เผ่นทันที อย่าหยาบคายหรือโกรธตอบเด็ดขาด ไม่งั้นเพื่อนคุณจะมีเหตุผลในการโกรธเกลียดคุณขึ้นมาจริง ๆ

 

 

© Heide Benser/zefa/Corbis

ประสบการณ์ส่วนตัว (ไม่ต้องอ่านก็ได้แต่อยากให้อ่านข้อเสนอแนะ)

ตัวผมกับครอบครัว ไม่ได้เป็นไปตามคู่มือหรอกครับ ตอนนั้นผมรู้อะไรที่ไหน วันหนึ่งรู้สึกทนไม่ได้อยากคุยกับแม่ให้รู้เรื่องก็เอาเลย ไม่มีการเตรียมตัวอะไรทั้งสิ้นเพราะคิดว่าแม่ต้องเอะใจสงสัยอยู่แล้ว แล้วเป็นไงครับ เกือบบ้านแตก แม่ร้องไห้ พ่อก็เข้ามาเคลียร์ สุดท้ายจบลงด้วยการพบจิตแพทย์ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลยนะผมว่า มันทำให้เรารู้สึกไม่เชื่อใจพ่อแม่อีกเลย เหมือนกับว่าเขาเห็นเราผิดปกติ ไม่ยอมรับเรา บลา ๆๆๆๆ ปัจจุบันดีขึ้นเยอะ เข้านโยบาย Don't ask, don't tell ไปแล้ว ผมทำอะไรก็ได้ จะเพ้อถึงนายแบบรูปงาม จะซื้อนิตยสารเกย์เข้าบ้าน จะอ่านการ์ตูนวาย ก็ไม่มีใครว่า ตราบใดที่ผมไม่ยกเรื่องนี้มาพูดให้แสลงใจคนในบ้านอีก (ไม่ใช่บทสรุปที่ดีที่สุด แต่ก็โอเคในระดับหนึ่งสำหรับผม ถ้าจะขอให้พ่อแม่ผมบอกใครต่อใครว่ามีลูกเป็นเกย์อย่างมีความสุข ก็ดูจะขอมากไปหน่อย)

นอกจากครอบครัว ผมเคยโพล่งเรื่องนี้ให้เพื่อนผู้หญิงที่เรียนป.โทด้วยกัน แกอายุมากกว่าผมเจ็ดแปดปีได้มั้ง คิดเอาเอง(อีกแล้ว) ว่าแกจะต้องเอะใจบ้าง ปรากฏว่าเจ๊แกชักสีหน้าใส่ผมอ่ะ ทั้งที่ผมคิดว่าแกเป็นคนที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายได้ดีนะครับ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ต่อให้เป็นคนที่เขาเอะใจหรือสงสัยเราอยู่แล้ว ใช่ว่าเขาจะรับได้ทันทีเสมอไปนะครับ มันเหมือนกับว่า "เอะใจสงสัย" เป็นแค่การคาดเดา ยังไม่ใช่ความจริง แต่ถ้าเราเปิดปากรับเองเมื่อไร โป๊ะ! ความสงสัยทั้งหลายกลายเป็นความจริง ไม่เหลือที่ว่างสำหรับความหวังอีกต่อไป เขาก็เลยตกใจสับสน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการ coming out มันสำคัญตรงที่ เราได้ทำความจริงให้ปรากฏด้วยตัวเอง ไม่ต้องปล่อยให้คนคาดเดาเอง (ปกติผมชอบให้รู้เอง ค่อย ๆ ปล่อยตัวทีละนิด)

เพิ่มเติมอีกนิด สำหรับผู้ืที่ต้องการ coming out: ผมคิดว่าสิ่งที่คู่มือนี้ขาดไปคือเรื่อง ผลที่ตามมา คุณต้องอ้าแขนรับ "ผลที่ตาม" จากการ coming out ของคุณเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแง่ดีหรือแง่ร้าย เพราะฉะนั้นพิจารณาถึง "ผลที่ตามมา" ด้วยก็ดีน