เนื่องจากการประนามและการกีดกันทางสังคม เกย์และเลสเบี้ยนจึงลำบากใจ
ที่จะัดำรงตนอยู่ในวิถีทางเพศของตนเอง พวกเขามีศัพท์ที่ใช้พูดถึงกระบวนการยอมรับ
รสนิยมทางเพศของตนเองว่า "coming out of the closet" (ออกมาจากตู้กันเถอะ)
หรือใช้สั้น ๆ ว่า "coming out"

คำว่า Closeted ยังใช้สำหรับเรียกเกย์และเลสเบี้ยนที่ยังไม่เผยตัวต่อครอบครัว เพื่อน
เพื่อนร่วมงาน หรือต่อสาธารณะ


© John Lund/Sam Diephuis/Blend Images/Corbis

Coming out เป็นกระบวนการที่สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ช่วง ได้แก่

  • Coming out to oneself คือตระหนักรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยน (และอื่น ๆ) ตลอดจนยอมรับตัวตนที่แท้จริงได้
  • Coming out to others คือการประกาศให้คนอื่นรู้ถึงรสนิยมทางเพศที่แท้จริงของตน

Coming out to oneself

กย์และเลสเบี้ยนหลายคนต้องประสบปัญหาการตระหนักรู้ตัวตนและปัญหาการยอมรับตัวตน
เป็นอย่างมาก บางคนอาจถึงขั้นคิดหรือพยายามฆ่าตัวตายเนื่องจากปัญหาการยอมรับตัวเอง

"ที่ฉันคิดฆ่าตัวตายก็เพราะว่าฉันรักคนเพศเดียวกัน ฉันเศร้ามาก การเป็นคนรักเพศเดียวกันพาฉันไปสู่ทางวงเวียนที่ไร้จุดจบ ไม่ได้นำทางฉันไปไหนเลย ฉันยังพยายามต่อสู้กับความรู้สึกชอบพอเพศเดียวกันอยู่ ฉันรู้ว่าฉันเป็นอะไร แต่ฉันไม่อยากจะเป็น"

ฉันรู้สึกว่าการรักเพศเดียวกันเป็นการอยู่อย่างสิ้นหวัง ฉันมองไม่เห็นอนาคตเลย ฉันต้องทนทุกข์กับการอยู่คนเดียว และจากการที่ฉันเป็นคาทอลิก ฉันรู้สึกว่าการรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายมาก

*แปล Homosexuality เป็นรักเพศเดียวกันนะ เพราะไม่ได้ระบุเพศ แล้วก็แปล I ว่า ฉัน
เพราะไม่รู้ว่าคนให้สัมภาษณ์เป็นชายหรือหญิง


©
Simon Marcus
/Corbis

สำหรับบางคน กระบวนการยอมรับตัวตนว่าเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยน อาจเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อย ราวกับว่าค่อย ๆ ลอกการปฏิเสธออกที่ละชั้นๆ แต่สำหรับบางคนอาจจะเป็นการตื่นรู้ (awakening) อย่างที่เกิดกับหนุ่มป.โทคนหนึ่งชื่อ เดวิด

สมัยเรียนวิทยาลัย เดวิดมีเพื่อนสนิทเป็นเกย์ แม้ว่าเพื่อนคนนี้จะอยากมีเซ็กส์กับเดวิด และเดวิดเองก็สนใจเพื่อนคนนี้อยู่เหมือนกัน แต่เขาก็ไม่สามารถเชื่อมโยงความสนใจดังกล่าวกับเซ็กส์ที่เขายอมรับได้ ต่อมาเมื่อเขาอายุ ๒๓ เรียนป.โทปีหนึ่ง เขาตกหลุมรักพร้อมกับตระหนักรู้โดยฉับพลันทันใดและยอมรับอย่างโล่งอกว่า เขาเป็นเกย์ จากนั้นเขาก็ได้มีเซ็กส์ครั้งแรก และผลที่ตามมาคือเขาแสดงออกถึงรสนิยมทางเพศของตนอย่างเปิดเผย

...นายแน่มากเดวิด (เป็นเคสที่ดูประหลาดจริง ๆ)

การตระหนักรู้ความเป็นเกย์ของตนเองอาจเป็นเพียงก้าวแรกของกระบวนการพัฒนาอัตลักษณ์ทางเพศชั่วชีวิต

เกย์และเลสเบี้ยนบางคนอาจยังไม่ตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริง จึงแต่งงาน และบางคนการแต่งงานอาจเป็นเพียงการทดลองอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่ออีกเพศหนึ่ง และบางคนการแต่งงานก็เป็นแค่การปกปิดรสนิยมทางเพศที่แท้จริงเท่านั้น ประมาณ ๒๐% ของเกย์และเปอร์เซ็นสูงกว่านั้นในเลสเบี้ยนเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง แต่ชีวิตแต่งงานดังกล่าว มีแนวโน้มว่าจะสั้นและไม่มีความสุข เนื่องจากความตึงเครียดที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดปกปิกความเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยนไว้ หรือเกิดจากการที่ถูกกันไม่ให้ยอมรับตัวตนว่าเป็นเกย์ จากงานวิจัยพบว่าท้ายที่สุดการแต่งงานเหล่านี้มักจบลงด้วยการหย่าร้างหรือแยกกันอยู่ ...แหงล่ะต้องวิจัยด้วยเรอะ


©
Sven Hagolani/zefa/Corbis

Coming out to others

การเปิดเผยตัวต่อคนอื่นมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ประกาศให้โลกรู้ว่าข้าเป็นเกย์ (เว่อไปหน่อย แต่ก็คือให้ทุกคนที่เรารู้จักรู้ว่าเราเป็นเกย์นั่นแหละ) หรืออาจจะเลือกลุ่มที่จะบอก เช่น บางคนเลือกบอกแค่เพื่อน ไม่บอกครอบครัว เป็นต้น

เกย์และเลสเบี้ยนหลายคนยังคนกระอักกระอ่วนที่จะประกาศรสนิยมทางเพศของตน แม้แต่กับครอบครัวและเพื่อนสนิท การเปิดเผยตัวตนมักเสี่ยงต่อการเสียงาน เสียมิตร และเสียจุดยืนทางสังคม นักสังคมสงเคราะห์ที่เคยให้คำปรึกษาแก่เลสเบี้ยนหลายๆ คนอธิบายถึงความรู้สึกของคนที่เข้ามาปรึกษา:

ฉันจะโดนไล่ออกจากงานมั้ย ฉันจะเสียบ้านไปมั้ย ฉันจะต้องแยกจากลูกๆ ของฉันรึเปล่า ฉันจะถูกทำร้ายมั้ย ฉันเห็นหลายคนต้องออกจากงาน แม้ว่าคุณไม่ต้องออกจากงาน คุณก็จะกลายเป็นพวกชายขอบ ถูกแบ่งแยกด้วยบรรยากาศที่น่าอึดอัด


©
Virgo Productions/zefa/Corbis

เกย์และเลสเบี้ยนมักจะเจอปฏิกริยาในแง่ลบจากการบอกสมาชิกในครอบครัว เช่น ไม่ยอมรับ ปฏิเสธ หรือโกรธ สมาชิกในครอบครัวและคน