Coming out!: ออกจากตู้กันเถอะตัว
posted on 03 May 2008 16:25 by pisces in Gay
เนื่องจากการประนามและการกีดกันทางสังคม
เกย์และเลสเบี้ยนจึงลำบากใจ
ที่จะัดำรงตนอยู่ในวิถีทางเพศของตนเอง
พวกเขามีศัพท์ที่ใช้พูดถึงกระบวนการยอมรับ
รสนิยมทางเพศของตนเองว่า "coming out of the closet" (ออกมาจากตู้กันเถอะ)
หรือใช้สั้น ๆ ว่า "coming out"
คำว่า Closeted ยังใช้สำหรับเรียกเกย์และเลสเบี้ยนที่ยังไม่เผยตัวต่อครอบครัว เพื่อน
เพื่อนร่วมงาน หรือต่อสาธารณะ

© John Lund/Sam Diephuis/Blend Images/Corbis
Coming out เป็นกระบวนการที่สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ช่วง ได้แก่
- Coming out to oneself คือตระหนักรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยน (และอื่น ๆ) ตลอดจนยอมรับตัวตนที่แท้จริงได้
- Coming out to others คือการประกาศให้คนอื่นรู้ถึงรสนิยมทางเพศที่แท้จริงของตน
Coming out to oneself
เกย์และเลสเบี้ยนหลายคนต้องประสบปัญหาการตระหนักรู้ตัวตนและปัญหาการยอมรับตัวตน
เป็นอย่างมาก
บางคนอาจถึงขั้นคิดหรือพยายามฆ่าตัวตายเนื่องจากปัญหาการยอมรับตัวเอง
"ที่ฉันคิดฆ่าตัวตายก็เพราะว่าฉันรักคนเพศเดียวกัน ฉันเศร้ามาก การเป็นคนรักเพศเดียวกันพาฉันไปสู่ทางวงเวียนที่ไร้จุดจบ ไม่ได้นำทางฉันไปไหนเลย ฉันยังพยายามต่อสู้กับความรู้สึกชอบพอเพศเดียวกันอยู่ ฉันรู้ว่าฉันเป็นอะไร แต่ฉันไม่อยากจะเป็น"
ฉันรู้สึกว่าการรักเพศเดียวกันเป็นการอยู่อย่างสิ้นหวัง ฉันมองไม่เห็นอนาคตเลย ฉันต้องทนทุกข์กับการอยู่คนเดียว และจากการที่ฉันเป็นคาทอลิก ฉันรู้สึกว่าการรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายมาก
*แปล Homosexuality เป็นรักเพศเดียวกันนะ เพราะไม่ได้ระบุเพศ แล้วก็แปล I ว่า ฉัน
เพราะไม่รู้ว่าคนให้สัมภาษณ์เป็นชายหรือหญิง

© Simon Marcus/Corbis
สำหรับบางคน กระบวนการยอมรับตัวตนว่าเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยน อาจเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อย ราวกับว่าค่อย ๆ ลอกการปฏิเสธออกที่ละชั้นๆ แต่สำหรับบางคนอาจจะเป็นการตื่นรู้ (awakening) อย่างที่เกิดกับหนุ่มป.โทคนหนึ่งชื่อ เดวิด
สมัยเรียนวิทยาลัย เดวิดมีเพื่อนสนิทเป็นเกย์ แม้ว่าเพื่อนคนนี้จะอยากมีเซ็กส์กับเดวิด และเดวิดเองก็สนใจเพื่อนคนนี้อยู่เหมือนกัน แต่เขาก็ไม่สามารถเชื่อมโยงความสนใจดังกล่าวกับเซ็กส์ที่เขายอมรับได้ ต่อมาเมื่อเขาอายุ ๒๓ เรียนป.โทปีหนึ่ง เขาตกหลุมรักพร้อมกับตระหนักรู้โดยฉับพลันทันใดและยอมรับอย่างโล่งอกว่า เขาเป็นเกย์ จากนั้นเขาก็ได้มีเซ็กส์ครั้งแรก และผลที่ตามมาคือเขาแสดงออกถึงรสนิยมทางเพศของตนอย่างเปิดเผย
...นายแน่มากเดวิด (เป็นเคสที่ดูประหลาดจริง ๆ)
การตระหนักรู้ความเป็นเกย์ของตนเองอาจเป็นเพียงก้าวแรกของกระบวนการพัฒนาอัตลักษณ์ทางเพศชั่วชีวิต
เกย์และเลสเบี้ยนบางคนอาจยังไม่ตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริง จึงแต่งงาน และบางคนการแต่งงานอาจเป็นเพียงการทดลองอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่ออีกเพศหนึ่ง และบางคนการแต่งงานก็เป็นแค่การปกปิดรสนิยมทางเพศที่แท้จริงเท่านั้น ประมาณ ๒๐% ของเกย์และเปอร์เซ็นสูงกว่านั้นในเลสเบี้ยนเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง แต่ชีวิตแต่งงานดังกล่าว มีแนวโน้มว่าจะสั้นและไม่มีความสุข เนื่องจากความตึงเครียดที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดปกปิกความเป็นเกย์หรือเลสเบี้ยนไว้ หรือเกิดจากการที่ถูกกันไม่ให้ยอมรับตัวตนว่าเป็นเกย์ จากงานวิจัยพบว่าท้ายที่สุดการแต่งงานเหล่านี้มักจบลงด้วยการหย่าร้างหรือแยกกันอยู่ ...แหงล่ะต้องวิจัยด้วยเรอะ

©Sven Hagolani/zefa/Corbis
Coming out to others
การเปิดเผยตัวต่อคนอื่นมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ประกาศให้โลกรู้ว่าข้าเป็นเกย์ (เว่อไปหน่อย แต่ก็คือให้ทุกคนที่เรารู้จักรู้ว่าเราเป็นเกย์นั่นแหละ) หรืออาจจะเลือกลุ่มที่จะบอก เช่น บางคนเลือกบอกแค่เพื่อน ไม่บอกครอบครัว เป็นต้น
เกย์และเลสเบี้ยนหลายคนยังคนกระอักกระอ่วนที่จะประกาศรสนิยมทางเพศของตน แม้แต่กับครอบครัวและเพื่อนสนิท การเปิดเผยตัวตนมักเสี่ยงต่อการเสียงาน เสียมิตร และเสียจุดยืนทางสังคม นักสังคมสงเคราะห์ที่เคยให้คำปรึกษาแก่เลสเบี้ยนหลายๆ คนอธิบายถึงความรู้สึกของคนที่เข้ามาปรึกษา:
ฉันจะโดนไล่ออกจากงานมั้ย ฉันจะเสียบ้านไปมั้ย ฉันจะต้องแยกจากลูกๆ ของฉันรึเปล่า ฉันจะถูกทำร้ายมั้ย ฉันเห็นหลายคนต้องออกจากงาน แม้ว่าคุณไม่ต้องออกจากงาน คุณก็จะกลายเป็นพวกชายขอบ ถูกแบ่งแยกด้วยบรรยากาศที่น่าอึดอัด

©Virgo Productions/zefa/Corbis
เกย์และเลสเบี้ยนมักจะเจอปฏิกริยาในแง่ลบจากการบอกสมาชิกในครอบครัว เช่น ไม่ยอมรับ ปฏิเสธ หรือโกรธ สมาชิกในครอบครัวและคนที่คุณรักมักปฏิเสธที่จะฟัง หรือไม่เต็มใจจะรับความจริง อย่างที่มาร์ธา บาร์เรตต์ เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Invisible Lives ซึ่งเป็นเรื่องราวชีวิตของเลสเบี้ยนในอเมริกา
พ่อเม่, ลูก, เพื่อน, เพื่อนบ้านของเลสเบี้ยนมักจะปฏิเสธ แยกส่วน หรือดิ้นรนต่อสู้กับความจริงที่ได้รับ "พ่อแม่ของฉันรู้ว่าฉันอยู่กับคู่ของฉันมาหกปีแล้ว เรากลับบ้านด้วยกัน นอนเตียงเดียวกัน แต่อย่าได้เอ่ยคำว่าเลยเบี้ยนเชียวนะ"
"ฉันบอกแม่ของฉันและท่านก็ตอบว่า 'เอาละ จบแล้วใช่มั้ย, งั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก' ท่านไม่เคยพูดถึงอีก ตอนนี้ก็ผ่านมาสิบปีแล้ว ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านเคยบอกเรื่องนี้กับพ่อรึเปล่า"
บรรดาสามีทั้งหลายก็ไม่ใส่ใจโดยคิดว่า "ก็แค่เดี๋ยวเดียว" (น่าจะหมายความว่าเมียคงหลงผิดไปชอบผู้หญิงแค่ชั่วคราว เดี๋ยวก็หาย)
แฟนหนุ่มอาจจะอธิบายว่าเป็นการหยอกเย้าทางเพศ
หญิงแท้อาจเชื่อว่า "เธอพูดแบบนั้นเพราะว่าเธอจับผู้ชายไม่ได้ต่างหาก"
...สรุปว่าไม่มีคนรอบตัวของเลสเบี้ยนทำใจยอมรับกับสิ่งที่พวกเธอบอกได้เลย พยายามเบี่ยงเบน หลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงตรงๆ ไม่ก็สรุปตีความไปทางอื่น
มีข้อความที่กล่าวว่า "เงียบไว้" (Keep it quiet) เลสเบี้ยนหลายคนยึดแนวทางนั้นแล้วใช้ชีวิตแบบหลบซ่อน พวกเธอทิ้งตัวตนเลสเบี้ยนไว้ที่บ้านในเช้าวันจันทร์ก่อนไปทำงาน แล้วค่อยกลับมาสวมวิญญาณเลสเบี้ยนอีกครั้งในวันศุกร์ เพื่อใช้ชีวิตอีกด้านในช่วงวันหยุด ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมรักต่างเพศไม่เคยรู้
บางครอบครัวอาจยอมรับได้มากกว่า เพราะว่าพวกเขาสงสัยอยู่ก่อนหน้าแล้ว และเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับข่าวแบบนี้ แต่ก็มีหลายครอบครัวที่จะปฏิเสธในตอนแรก แล้วท้ายที่สุดก็จะค่อยๆ ยอมรับ(อย่างไม่เต็มใจนัก) ว่าพวกเขามีสมาชิกครอบครัวเป็นเกย์

©Brigitte Sporrer/zefa/Corbis
ปล. ผมคิดว่าหลายๆ คนคงคิดว่ามันง่าย แต่จริงๆ แล้วมันยากกว่าที่คุณคิด สังคมเมืองไทยที่ใครๆ มักคิดว่าเปิดกว้างกับเกย์ มันยังแค่ในระดับเดียวเท่านั้นแหละครับ ดูอย่างรักแห่งสยามนั่นเป็นไร พอมาถึงหนังเกย์เนื้อหาซีเรียส ไม่ใช่ตลกโปกฮาอย่างเคย เสียงต่อต้านก็หนาหูอยู่ ไม่แปลกใจเลยที่เขาโปรโมทหนังแบบแอบๆ (ทำให้ถูกด่าเยอะทีเดียว) เพราะถ้าโปรโมทหนังแบบ Coming Out แล้วอาจจะมีปัญหาหนักกว่าเดิมก็ได้
อ้างอิง
Spencer A. Rathus, Jeffrey S. Nevid, Lois Fichner-Rathus. (2000). Human sexuality in a world of diversity. Boston: Allyn and Bacon. (p.291-293)

)
รักแห่งสยาม
ตุ๊ด
เกย์
น่ารักดี !!
#1 By dark diary on 2008-05-03 22:10