คาลิล ยิบราน
posted on 12 Apr 2005 00:54 by pisces in Book
วันนี้ออกจากบ้านไปหาอะไรกินตอนเย็น
ใช้เงินจำนวนน้อยนิดที่ได้มาจากการทำค่ายเด็ก
ตอนแรกไม่อยากออกไปเลย เพราะกลัวมือเติบ
และจริงอย่างที่กลัว
พอออกไปถึงห้างฯ ใช้เงินอย่างกับเทน้ำ
เหมือนตายอดตายอยากมานาน
กินฮะจิบังหนึ่งชามกับไก่คาราอาเกะชุ่มโชกน้ำมันหนึ่งจาน
ร้อยกว่าบาท
ซื้อหนังสือของคาลิล ยิบราน(มือสอง) ห้าสิบกว่าบาท
นิตยสารเฮลท์แอนด์ครูซีน(ช่วยอ่านออกเสียงแอคเซนท์ด้วย)
80 บาท
(แพงมากมาย)
ไม่รู้นึกยังไงถึงซื้อมาอ่าน นิตยสารอาหารเนี่ย แต่ช่วงนี้นึกอยากอ่านนิตยสารขึ้นมา
หลังจากอ่านจีเอ็มฉบับเกย์อิชชู่ไปแล้ว รู้สึกว่านิตยสารมันเป็นสื่อที่อัพเดทดีเหมือนกัน
เปิดหูเปิดตาขึ้นเยอะเลย ก็เลยไปด้อม ๆ มอง ๆ หานิตยสารอ่านตามแผง ดู ๆ แล้ว
เฮลทแอนด์ครูซีน(แอคเซนท์อีกที)ดูจะน่าอ่านกว่าไอ้พวกหน้าปกเป็นดาราใส่ชุดว่ายน้ำ
รับลมร้อนยืนโพสเป็นแย้อยู่บนหน้าปก
หมดไปเกือบสามร้อยบาท
แล้วยังต้องซื้อโฟมล้างหน้าอีกเกือบร้อย พระเจ้าจอร์จ
หมดเงินไปมากโข
แต่ที่น่าสนใจก็คือหนังสือของคาลิล
ยิบราน
"ปรัชญาชีวิต" พิมพ์ครั้งที่ 13 โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ
ถอดความโดย ระวี ภาวิไล
แค่ข้อความที่โปรยไว้ที่ปกหลังก็ประทับใจจอร์จแล้ว...
...จงรักกันและกัน แต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก
และขอให้ความรักนั้น เป็นเสมือนห้วงสมุทรอันเคลื่อนไหวอยู่
ระหว่างฝั่งแห่งวิญญาณของเธอทั้งสอง
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน
จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง
แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว
ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี๋ยว
แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน
จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง
เพราะพระหัตถ์แห่งชีวิตอมตะเท่านั้น ที่จะรับดวงใจของเธอไว้ได้
และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก
เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน
และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้...
ชอบแนวคิดนี้จริง
ๆ เหมือนตอนเรียนวิชาจิตวิทยาเรื่องระดับความสัมพันธ์ของบุคคลเลย
สิ่งที่คาลิล
ยิบรานกล่าวถึงเป็นความสัมพันธ์ขั้นที่สาม ซึ่งจัดเป็นความสัมพันธ์ระดับอุดมคติเลยทีเดียว
ความสัมพันธ์ขั้นแรก
คือขั้นที่ทำงานร่วมงานกันได้โดยไม่สนใจชีวิตส่วนตัวของอีกฝ่าย
กล่าวคือมันจะไปตายที่ไหนเราไม่สน
มันจะสันดานเลวอย่างไรเราไม่สน ขอเพียงตอนทำงานร่วมกันได้ก็พอ
ความสัมพันธ์ขั้นที่สอง
คือขั้นที่มักเกิดปัญหาบ่อย ๆ เพราะเมื่อเริ่มผูกสมัครรักใคร่กับอีกฝ่ายฝ่ายแล้ว
คนเรามักจะอยากให้เขาเป็นเหมือนอย่างเรา
เช่น เราเกลียดไอ้คนนั้น เราก็อยากเขาเกลียดเหมือนเรา
เรารักชอบพอไอ้คนนี้ก็อยากให้เขาชอบเหมือนเรา ถ้าเราเห็นนิสัยที่เราไม่ชอบ
เราก็พยายามจะทำให้ให้เขาเลิก
และถ้าเราชอบนิสัยอะไรที่เราเห็นจากคนอื่น เราก็จะพยายามปลูกฝังหรือบังคับให้เขาทำนิสัยนั้น
ในทางกลับกันหาเขาคนนั้นเกิดชอบพอเราเหมือนกัน เขาก็จะพยายามแก้ไขส่งที่เรามีสิ่งที่เราเป็น
จนบางครั้งเราจะรู้สึกรำคาญ
และภายหลังจะนำมาซึ่งความบาดหมางอย่างที่เราไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์แบบนี้คือความสัมพันธ์ที่ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของอีกฝ่าย
เนื่องจากความรักอยากให้เขาเป็นอย่างที่เราพอใจ
ขั้นนี้ก็จะตรงข้ามกับที่คาลิล ยิบราน กล่าวไว้ว่า...
จงร้องและเริงรำด้วยกัน และจงมีความบันเทิง
แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว
ดังเช่นสายพิณนั้น ต่างอยู่โดดเดี๋ยว
แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน...
หมายความว่าเราอยู่ร่วมกันได้โดยที่ไม่ต้องก้าวก่ายกัน ซึ่งจะเป็นความสัมพันธ์ในขั้นที่สาม
สัมพันธ์ขั้นที่สาม
คือความรักใคร่แบบบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังสิ่งใด ๆ จากอีกฝ่าย
เป็นห่วงเป็นใยกันแต่ก็เป็นอิสระต่อกัน เชื่อมั่นในตัวของอีกฝ่ายโดยไม่คิดจะก้าวก่ายความเป็นตัวของตัวเองของเขา
ซึ่งมันเป็นไปได้ยากมาก
เพราะเมื่อเราชอบพอใครแล้วก็มักจะคาดหวังอะไรจากคน ๆ
นั้นเสมอ บางครั้งจึงไปก้าวก่ายตัวตนของเขาโดยที่เราไม่รู้ตัว
(ไอ้ความสัมพันธ์สามขั้นเนี่ยเอามาจากความรู้เก่าที่ตกค้างอยู่ในสมอง ถ้ามีผิดบ้างก็อย่าว่ากันเลย
เขียนเท่าที่จำได้ ไม่ได้เปิดหนังสือลอกนี่นา)
ปรัชญาของคาลิล ยิบรานพอจะอ่านแล้วเชื่อถือได้พอสมควรเลยล่ะ
จงเติมถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน
จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน
เติมน้ำและแบ่งขนมปังให้แก่กันแสดงถึงความมีน้ำใจ
เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน แต่ที่ไม่ให้ดื่มจากถ้วยเดียวกัน อาจเป็นเพราะหากใครคนหนึ่งเป็นโรคติดต่อคงจะพาอีกคนเป็นไปด้วยเรียกว่านำหายนะมาสู่คนที่ตนรัก
ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่ นอกจากนี้การกินขนมปังก้อนเดียวกัน หรือน้ำถ้วยเดียวกันยังเป็นแสดงถึงการก้าวก่ายชีวิตของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย
และจงยืนอยู่ด้วยกัน แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก
เพราะว่าเสาของวิหารนั้น ก็ยืนอยู่ห่างกัน
และต้นโพธิ์ ต้นไทร ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้...
อันนี้ก็จริงอย่างแทบไม่ต้องหาคำอธิบายใด
ๆ มาเพิ่มเติมเลย เสาวิหารอยู่ห่างกันค้ำวิหารอันใหญ่โตไว้ได้
ส่วนต้นไม้ใหญ่ก็ต้องอยู่ห่างกันไม่งั้นก็ต้องแย่งแดดแย่งอาหารกันแน่
ถ้าจะอยู่ในร่มเงาของกันและกันได้
ย่อมไม่ใช่ต้นไม้ระดับเดียวกัน อาจจะเป็นไม้พุ่ม
หรือกาฝาก ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่ต่ำชั้นลงมาและต้องการพึ่งพิงเรานั่นเอง
ชอบ ๆ ปรัชญาที่เข้าใจง่าย ๆ แบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าเนื้อในเล่มจะอ่านง่ายแบบนี้รึเปล่าน่ะสิ
ปล. โยเกิร์ตดัชชี่ใส่วุ้นมะพร้าวอร่อยมากมาย เหมาะกะหน้าร้อน วันนี้ล่อไปสามถ้วยแล้ว มีโอกาสก็หาชิมซะ(ไม่เกี่ยวกะเนื้อหา แต่อยากจะบอกนี่)
ใช่เลยยยยย
)
#1 By dajirin (61.91.111.248) on 2005-04-12 09:59